วันอังคารที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2559

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก



1. โรคไข้เลือดออกที่ระบาดในประเทศไทยเกิดจากเชื้ออะไร

ตอบ โรคไข้เลือดออกที่ระบาดในประเทศไทยมีสาเหตุจากเชื้อไวรัสเดงกี่พบทั้ง 4 สายพันธุ์ คือ DEN-1, DEN-2, DEN-3, DEN-4

2. ในประเทศไทยพบไข้เลือดออกในคนกลุ่มอายุเท่าใดบ่อยที่สุด   

ตอบ  โรคไข้เลือดออกพบได้ทุกกลุ่มอายุ ในประเทศไทยพบว่าร้อยละ80 ของผู้ติดเชื้อที่มีอาการ อยู่ในกลุ่มอายุระหว่าง 5-34 ปี   

3. ไข้เลือดออกรุนแรงเป็นอย่างไร

ตอบ ไข้เลือดออกรุนแรง (severe dengue) มีอาการดังต่อไปนี้  
  • อาเจียนไม่หยุด
  • ปวดท้องรุนแรง (จากการที่มีน้ำคั่งผิดปกติ)
  • หายใจเร็วจากการมีน้ำคั่งในเยื่อหุ้มปอด
  • ความดันโลหิตต่ำ กระสับกระส่าย หรือซึมมาก
  • เลือดออกในอวัยวะต่างๆ รุนแรง เลือดออกตามไรฟัน อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายเป็นเลือด
  • การทำงานอวัยวะภายในร่างกายบกพร่อง เช่น ตับ ไต
  • มีความผิดปกติในสมอง 
  • ช๊อก และอาจเสียชีวิตได้ 

4. ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออกใช้แล้วหรือยัง?

ตอบ  ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออกชนิดเดียวที่ได้รับการรับรองให้ใช้ เป็นวัคซีน CYD-TDV หรือ DENGVAXIA ยังมีวัคซีนอีกหลายขนิด ที่อยู่ระหว่างการทดลองศึกษาวิจัย

5. CYD-TDV หรือ Denvaxia คืออะไร?

ตอบ CYD-TDV หรือ DENGVAXIA เป็นวัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออกชนิดแรกที่ได้รับการรับรอง โดยได้การรับรองครั้งแรกที่ประเทศเมกซิโกในเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ให้ใช้ในกลุ่มคนที่มีอายุ 9-45 ปีในเขคที่มีการระบาดของโรคไข้เลือดออก เป็นวัคซีนขนิดมีชีวิตที่ถูกทำให้อ่อนฤทธิ์ มีเชื้อไวรัสเดงกี่ที่เป็นสาเหตุของโรคทั้ง 4 สายพันธุ์ กำหนดให้ฉีด 3 ครั้ง 0-6-12 เดือน ปัจจุบันได้รับการรับรองให้ใช้ใน 13 ประเทศรวมทั้งประเทศไทย

6. ใครควรได้รับการฉีดวัคซีน 

ตอบ ทุกคนที่อายุ 9-45 ปี และอยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคไข้เลือดออก และเป็นผู้ที่ไม่มีข้อห้ามใช้
 ข้อห้ามใช้ที่กำหนดโดยบริษัทผู้ผลิตวัคซีนมีดังนี้
  • ผู้ที่มีประวัติการแพ้รุนแรงในส่วนประกอบอย่างใดอย่างหนึ่งในวัคซีน หรือมีการแพ้ในวัคซีนนี้ที่ได้รับครั้งแรก หรือแพ้วัคซีนชนิดอื่นที่มีส่วนประกอบเหมือนกัน
  • มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องแต่กำเนิด หรือเกิดภายหลัง  เช่น ความผิดปกติทางพันธุกรรม การติดเชื้อ HIV (เอดส์) หรือได้รับการรักษาด้วยยากดภูมิคุ้มกัน (เช่น ยาสเตียรอยด์ในขนาดสูง หรือ เคมีบำบัด) 
  • สตรีที่กำลังตั้งครรภ์ หรือ อยู่ระหว่างให้นมบุตร
  • ผู้ที่ มีไข้ระดับกลางจนถึงไข้สูง หรือกำลังเจ็บป่วยแบบเฉียบพลัน ควรเลื่อนการฉีดวัคซีนไปก่อนจนกว่าจะหายดีแล้ว

7. หากไม่ได้อยู่ในกลุ่มอายุ 9 – 45 ปี สามารถฉีดวัคซีนได้หรือไม่  

ตอบ  ยังไม่สมควรได้รับวัคซีนนี้ เนื่องจากข้อมูลทางคลินิกที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอ


8. ประสิทธิภาพของวัคซีน 

ตอบ วัคซีนมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคต่อเชื้อไวรัสทั้ง4 สายพันธุ์
  • สามารถป้องกันโรคไข้เลือดออกได้ 65.6 %
  • ลดความรุนแรงของโรค 93.2 %
  • ลดอัตราการนอนโรงพยาบาล 80.8 %

9. ข้อแนะนำในหญิงตั้งครรภ์

ตอบ  เนื่องจากวัคซีนนี้เป็นชนิดตัวเป็น (live-attenuated vaccine) เหมือนวัคซีนทั่วไป จึงห้ามใช้ในสตรีตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร และขอแนะนำว่า สตรีที่ได้รับวัคซีนควรเว้นระยะก่อนการตั้งครรภ์อย่างน้อย 1 เดือน

10. หากผู้ป่วยเคยได้รับเชื้อไวรัสไข้เลือดออกเดงกีมาก่อน ไม่ว่าจะมีแค่อาการไข้อ่อนๆหรือป่วยหนัก ผู้ป่วยสามารถฉีดวัคซีนได้อีกหรือไม่

ตอบ วัคซีนสามารถใช้เพื่อป้องกันเชื้อไวรัสไข้เลือดออกเดงกีจากทั้งสายพันธุ์ 1, 2, 3, และ ในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 9 -45 ปี ที่อยู่ในพื้นที่แพร่ระบาด ไม่ว่าจะเคยติดเชื้อไวรัสไข้เลือดออกเดงกีมาก่อนหรือไม่ก็ตาม ประสิทธิภาพของวัคซีนที่ฉีดให้กับผู้ที่เคยได้รับเชื้อไวรัสไข้เลือดออกเดงกีมาก่อนจะสูงกว่าและสามารถช่วยป้องกันเชื้อไวรัสไข้เลือดออกเดงกีสายพันธุ์อื่นๆได้ด้วย

11.มีโรคประจำตัว เช่น โรคไต โรคหัวใจ โรคเบาหวาน สามารถฉีดวัคซีนได้หรือไม่
ตอบ ฉีดได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์


12.วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก สามารถป้องกันเชื้อไข้เลือดออกได้กี่สายพันธุ์  
ตอบ DENGVAXIA เป็นวัคซีนที่ใช้สำหรับป้องกันโรคไข้เลือดออกเด็งกี่ที่เกิดจากเชื้อไวรัสเด็งกี่ซีโรไทป์ 1, 2, 3 และ สามารถใช้ได้ในเด็กอายุตั้งแต่ 9 - 45 ปี ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค 


13.การฉีดวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกฉีดอย่างไร 
ตอบ ฉีดวัคซีนเข้าใต้ผิวหนัง (subcutaneous injection) ฉีดวัคซีน 3 ครั้ง ครั้งละ 0.5 มล. โดยฉีดห่างกันครั้งละ 6 เดือน เริ่มวันที่ฉีดครั้งแรกเป็นเข็มแรก  เข็มที่สองจะฉีดหลังเข็มแรก 6 เดือน และเข็มที่สามจะฉีดหลังเข็มที่สอง 6 เดือน 


14. ความปลอดภัยของวัคซีน ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น  
ตอบ อาการไม่พึงประสงค์ที่อาจพบได้หลังการฉีดวัคซีนคล้ายวัคซีนชนิดอื่น เช่น ปวดบริเวณที่ฉีด  ปวดกล้ามเนื้อ  ปวดหัว มีไข้ต่ำๆ ผิวหนังแดง ห้อเลือด บวม และ คัน โดยอาการที่พบทั้งหมดจะเป็นชนิดไม่ร้ายแรง ส่วนใหญ่เกิดขึ้นภายใน 3 วันหลังจากฉีดวัคซีน


15. ภูมิคุ้มกันจะขึ้นเมื่อใด
ตอบ  ภูมิคุ้มกันจะเกิดขึ้นเต็มที่เมื่อฉีดวัคซีนครบ 3 เข็ม


16. ฉีดแล้วจะสามารถป้องกันไข้เลือดออกได้ตลอดชีวิตหรือไม่
ตอบ จนถึงขณะนี้หลังฉีดครบ 3 เข็ม ตามหลักวิชาภูมิคุ้มกันน่าจะยังคงอยู่ได้นาน   ต้องมีการติดตามกันต่อไปว่าจะสามารถคุ้มกันได้ตลอดชีวิตหรือไม่


17. การฉีดวิคซีนในเด็กกับผู้ใหญ่ แตกต่างกันหรือไม่ 
ตอบ ไม่แตกต่างกัน ในเกณฑ์อายุระหว่าง 9 – 45 ปี


18.   การฉีดเข็มที่ 2หรือ  หากไม่ได้ฉีดตรงตามวันที่กำหนด สามารถฉีดได้หรือไม่   หรือต้องเริ่มนับเป็นเข็มที่ 1 ใหม่
ตอบ ไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ สามารถบวกลบได้ 20วัน


19.   สามารถฉีดพร้อมกับวัคซีนตัวอื่นในวันเดียวกันได้หรือไม่
ตอบ  ยังไม่มีการศึกษา เพื่อความปลอดภัยควรมีระยะห่างจากวัคซีนชนิดอื่น ประมาณ 4 สัปดาห์  
  
20. ก่อนและหลังได้รับวัคซีน ควรปฏิบัติตัวอย่างไร
ตอบ ก่อนได้รับวัคซีนต้องไม่มีไข้ และหลังการฉีดวัคซีนเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันของตัวเองด้วยเชื้อโรคที่อ่อนแรง หรือ บางส่วนของเชื้อโรคมีฤทธิ์กระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันได้ เพราะฉะนั้นเมื่อรับวัคซีนแล้วอาจมีอาการข้างเคียงบางอย่างเกิดขึ้นได้ ทั้งนี้เนื่องจากร่างกายมีปฏิกิริยาต่อวัคซีนซึ่งโดยทั่วไปจะมีอาการไม่มาก และจะหายไปเอง
  
ประธานคณะกรรมการป้องกัน และควบคุมการติดเชื้อ รพ.สมิติเวช ศรีนครินทร์  
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ :


วันจันทร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2559

สิ้นสุดการรอคอยกับวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก

วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก



อย่างที่ทราบกันดีว่าโรคไข้เลือดออกนอกจากจะเป็นปัญหาสาธารณสุขของไทยแล้วก็ยังเป็นปัญหาสาธารณสุขของหลาย ๆ ประเทศทั่วโลกด้วย โดยเฉพาะประเทศในเขตร้อนชื้น สิ่งที่เราต้องตระหนักสำหรับโรคไข้เลือดออกก็คือ ทุกวันนี้ยังไม่มียาที่ใช้รักษา ดังนั้นการจะต่อสู้กับโรคนี้ต้องต่อสู้ในเชิงป้องกัน  หลังจากที่รอคอยมานานนั้น ล่าสุด “วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก” ได้ถูกนำมาใช้แล้วในหลายๆประเทศ และกำลังจะนำมาใช้ ในประเทศไทยครั้งแรกที่โรงพยาบาลสมิติเวชนี่เอง  เราจึงขอนำทุกท่านมาติดตามสถานการณ์ของโรคไข้เลือดออกและวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกกันเลยดีกว่า

สถานการณ์โรคไข้เลือดออกในประเทศไทย ณ ปัจจุบัน

สำหรับประเทศไทยและประเทศในอาเซียนสถานการณ์และความรุนแรงของโรคไข้เลือดออกเมื่อมองย้อนกลับไปเมื่อ 3 – 4 ปีก่อนจนถึงปัจจุบันเราพบว่ามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จากตัวเลขในปีที่ผ่านมาเราพบว่ามีผู้ที่ติดเชื้อจำนวนมากกว่า หนึ่งแสนสี่หมื่นกว่ารายในประเทศไทย สำหรับปี 2559 นี้เราพบว่าช่วงต้นปียังคงพบผู้ติดเชื้อมากอยู่ แต่ก็มาเริ่มลดลงในช่วงกลางปี พอมาถึงช่วงปลายปีนี้โรคไข้เลือดออกก็เริ่มกลับมาใหม่ จากตัวเลขล่าสุดในเดือนธันวาคมนี้ พบผู้ป่วยไข้เลือดออกแล้วอยู่ที่ 58,555 ราย มีผู้เสียชีวิตจากจำนวนผู้ติดเชื้อนี้อยู่ที่ 57 ราย คิดเป็น 0.1 % จากตัวเลขนี้เมื่อเทียบกับปีที่แล้วในช่วงเดียวกันถือว่าปีนี้พบผู้ป่วยไข้เลือดออกน้อยลงกว่าปีที่แล้ว ถึงแม้เราจะพบว่ามีผู้ติดเชื้อไข้เลือดออกลดลงก็ตาม แต่สิ่งที่สวนทางกลับมาก็คือ เราพบว่าโรคไข้เลือดออกกลับอยู่ใกล้ตัวพวกเราทุกคนมากขึ้น เมื่อก่อนเรามักจะเห็นว่าคนที่อยู่ต่างจังหวัดจะมีโอกาสติดเชื้อไข้เลือดออกมากกว่าคนอยู่ในเมืองหรืออยู่ในกรุงเทพ ฯ แต่ปัจจุบันไม่ได้เป็นเช่นนั้นอีกแล้ว กรุงเทพ ฯ กลับกลายเป็นหนึ่งจังหวัดที่มีอัตราเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อไข้เลือดออกเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศเลยทีเดียว จากตรงนี้เราจึงบอกได้เลยว่าถึงอย่างไรโรคไข้เลือดออกก็ยังเป็นโรคที่ต้องเฝ้าระวังและต้องให้ความสำคัญอยู่เสมอ

จะเฝ้าระวังได้ดีก็ต้องรู้จักโรคไข้เลือดออกให้ดียิ่งขึ้นก่อน

อย่างที่ทราบกันโรคไข้เลือดออกนั้นมีสาเหตุมาจาก ไวรัสเดงกี่ (Dengue virus) อันมียุงลายเป็นพาหะนำโรค ช่วงที่โรคไข้เลือดออกระบาดหนัก ๆ จะเป็นช่วงหน้าฝน คือเดือนมิถุนายน – พฤศจิกายน ไวรัสเดงกี่มีอยู่ 4 สายพันธุ์ ซึ่งประเทศไทยเรานั้นมีระบาดอยู่ครบทั้ง 4 สายพันธุ์เลยทีเดียว การติดเชื้อครั้งแรกมักจะมีอาการไม่รุนแรง แต่ถ้าติดเชื้อครั้งที่ 2 โดยเป็นเชื้อที่ต่างสายพันธุ์กับครั้งแรก อาการมักจะรุนแรงถึงขั้นเลือดออกหรือช็อคหรือเสียชีวิต

จะรู้ได้อย่างไรว่าเราหรือคนใกล้ชิดเสี่ยงกับโรคไข้เลือดออก 

สิ่งที่เราต้องทำก็คือเฝ้าสังเกตอาการคนใกล้ชิด อาการของโรคไข้เลือดออกจะพบว่ามีไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา ปวดกล้ามเนื้อ ปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัวและปวดลึกไปถึงกระดูกมีความรู้สึกปวดมากเหมือนกระดูกจะแตกเลยทีเดียว ทางการแพทย์เรียกอาการปวดลักษณะนี้ว่า Break Bone ซึ่งถ้าเป็นไข้แบบปกติทั่วไปจะไม่มีอาการลักษณะนี้ ไม่ไอ ไม่มีน้ำมูก อาการไข้สูงมักมีระยะ 4-5 วัน บางรายอาจมีอาการท้องเสียร่วมด้วย ถ้าผู้ป่วยเริ่มมีอาการลักษณะนี้ให้สงสัยไว้ก่อนว่ามีโอกาสเป็นไข้เลือดออก ทั้งนี้ทางที่ดีผู้ป่วยควรรีบมาพบแพทย์ให้เร็วที่สุด หากนิ่งนอนใจไม่ส่งโรงพยาบาลโรคก็จะเคลื่อนไปยังระยะต่อไปที่รุนแรงมากขึ้นจากมีไข้สูงบางรายอาจจะมีจุดเลือดสีแดงออกตามลำตัว แขนขา เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน เลือดออกในกระเพาะ โดยจะมีอาการอาเจียนเป็นเลือด และตามมาด้วยอาการตับโต เกิดความผิดปกติของระบบไหลเวียนโลหิตจนทำให้ผู้ป่วยช็อคและเสียชีวิตในที่สุด

แนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยที่เป็นไข้เลือดออก เมื่อก่อนกับปัจจุบันแตกต่างกันอย่างไร

โรคไข้เลือดออกสิ่งที่น่าวิตกของโรคนี้ก็คือ ทุกวันนี้ยังไม่มียาที่ใช้รักษาโดยตรง การรักษาโรคนี้จึงต้องเป็นการรักษาแบบตามอาการ มีการตรวจเลือดเป็นระยะ ให้เกลือแร่ ให้ยาแก้ปวดพาราเซตามอลและงดใช้ยากลุ่มแอสไพริน เรียกได้ว่าในอดีตและปัจจุบันการรักษาไม่ได้มีความแตกต่างกันมากนัก แต่สำหรับปัจจุบันจะดีกว่าตรงที่ว่าวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่ก้าวหน้ามากขึ้นทำให้แพทย์สามารถวินิจฉัยอาการของคนไข้ได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงทำให้เราสามารถลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคนี้ลงได้บ้าง จากตรงจุดนี้จึงเป็นสิ่งที่กระตุ้นให้ทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับการรับมือโรคไข้เลือดออกมาขึ้น ปัจจุบันจึงมีการศึกษาและพยายามที่จะนำแนวคิดใช้การป้องกันเป็นการรักษาโรคนี้แทน โดยได้มีการวิจัยร่วมจากประเทศแถบเอเชีย คือ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซียและไทย และประเทศแถบละตินอเมริกา (บราซิล โคลอมเบีย ฮอนดูรัส เม็กซิโก) สุดท้ายเราจึงได้นวัตกรรมการรักษาที่เป็นข่าวดีมาก ๆ นั่นคือการค้นพบ วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก” นั่นเอง

ความน่าสนใจของวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก

จากการวิจัยร่วมของ 5 ประเทศ นำไปสู่การพัฒนาต่อจนได้เป็นวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกที่มีชื่อเป็นทางการว่า “เด็งวาเซีย” (Dengvaxia) ซึ่งบริษัทผู้ผลิตนั้นเป็นบริษัทของฝรั่งเศส วัคซีนนี้ผลิตขึ้นมาจากไวรัสที่มีชีวิตและถูกทำให้อ่อนฤทธิ์ลงเมื่อฉีดเข้าไปในร่างกายแล้ว จะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติต่อโรคไข้เลือดออก ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการทดสอบกับอาสาสมัครกว่า 3 หมื่นกว่าราย ใน 2 ทวีปมาแล้ว และผลลัพธ์ที่ออกมาก็น่าพอใจ เรียกว่าเป็นวัคซีนที่สามารถป้องกันไข้เลือดออกได้ถึง 4 สายพันธุ์ แต่แน่นอนว่าไม่มีอะไรที่ 100% เสมอไป จากผลการศึกษาพบว่าวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกเด็งวาเซียนี้มีประสิทธิภาพ  คือสามารถลดความรุนแรงของโรคได้  93.2 %   ลดอัตราการนอนโรงพยาบาล  80.8 %   และความสามารถในการป้องกันโรคไข้เลือดออกทั้ง 4 สายพันธุ์อยู่ที่ 65.6 %  คือประสิทธิภาพในการป้องกันโรคไข้เลือดออกในแต่ละสายพันธุ์นั้นจะแตกต่างกันออกไป ซึ่งเราพบว่าสายพันธุ์ที่ 4 จะตอบสนองกับวัคซีนตัวนี้ได้ดีที่สุด ส่วนสายพันธุ์ที่ 2 จะตอบสนองกับวัคซีนนี้ได้น้อยที่สุด ซึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของวัคซีนนี้ก็มีอยู่หลายอย่างด้วยกันทั้งเรื่องของอายุ วัคซีนนี้จะได้ผลดีในกลุ่มเด็กอายุตั้งแต่ 9 ขวบ ไปถึงผู้ใหญ่อายุ 45 ปี ประวัติของการได้รับเชื้อของคนไข้ จากการศึกษาเราพบว่าผู้ที่เคยมีประวัติเป็นไข้เลือดออกมาก่อนจะตอบสนองกับวัคซีนตัวนี้ได้ดีกว่าผู้ที่ไม่เคยเป็น หรือไม่เคยได้รับเชื้อไข้เลือดออกและอีกปัจจัยก็คือชนิดของสายพันธุ์ไข้เลือดออกที่เป็นนั่นเอง 

วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกฉีดได้ทุกคนหรือไม่

จากคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) ชี้แจงว่าผู้ที่เหมาะสมเข้ารับวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก คือ ผู้มีอายุระหว่าง 9-45 ปี ที่อาศัยอยู่ในบริเวณที่มีการแพร่ระบาดของโรค ยังไม่ได้แนะนำว่าควรที่จะฉีดวัคซีนนี้ทุกคน แต่จากคำแนะนำนี้ก็เท่ากับว่าคนไทยเราในช่วงอายุดังกล่าวเป็นกลุ่มที่เหมาะสมที่จะเข้ารับวัคซีนชนิดนี้ เพราะไทยเราเป็นโซนที่มีโรคไข้เลือดออกระบาด ซึ่งวัคซีนชนิดนี้จะฉีดทั้งหมด 3 เข็ม ห่างกันเข็มละ 6 เดือน หลังฉีดครบ 3 เข็ม ตามหลักวิชาการภูมิคุ้มกันจะยังคงอยู่ได้  แต่ต้องมีการติดตามกันไปเรื่อยๆว่าจะสามารถคุ้มกันได้ตลอดชีวิตหรือไม่  ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสุขภาพร่างกายของแต่ละคนกันไป ส่วนกลุ่มคนไข้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง รับประทานยากดภูมิ กำลังได้รับยาเคมีบำบัด มีเชื้อ HIV หญิงตั้งครรภ์ หญิงที่กำลังให้นมบุตร ไม่ควรรับวัคซีนตัวนี้

วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกมีผลข้างเคียงหรือไม่

จากการศึกษาเราพบว่าวัคซีนชนิดนี้มีผลข้างเคียงอยู่บ้างแต่ก็ไม่รุนแรงอะไรและเกิดได้น้อยมาก เมื่อได้รับวัคซีนไปแล้วบางคนอาจมีอาการปวดศีรษะและมีไข้ได้ กลุ่มนี้อาจพบได้ 1 ใน 10 บางคนอาจมีอาการมีเวียนหัว ไอ เจ็บคอ มีผื่นคัน กลุ่มนี้ก็พบได้น้อยลงไปอีก อยู่ที่ 1 ใน 100 ส่วนถ้ารุนแรงกว่านั้น คือ มีผลต่อระบบประสาทนี่เรียกว่าน้อยมาก ๆ มากกว่าอัตรา 1 ใน 10,000 แต่จากรายงานจนถึงปัจจุบันยังไม่มีพบภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงดังกล่าวเลย จากข้อมูลตรงนี้เราจึงสรุปได้ว่าวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกนี้ค่อนข้างที่จะปลอดภัย
สิ่งที่น่ายินดีก็คือวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกได้มาถึงประเทศไทยแล้ว ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามจากทางโรงพยาบาลได้

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : ศูนย์วัคซีน โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท และศรีนครินทร์ โทร.020-222-222




วันอาทิตย์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2559

รักษายิ่งเร็ว….ยิ่งมีโอกาสรอด




หากท่านมีอาการแขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก ชาครึ่งซีก ปากเบี้ยว กลืนลำบาก พูดไม่ออก ฟัง ไม่เข้าใจภาษา เห็นภาพซ้อน เดินเซ ตามัว ทรงตัวไม่ได้ ปวดศีรษะอย่างรุนแรงแบบไม่เคยเป็นมาก่อน โดยเป็นแบบปัจจุบันทันด่วน เป็นในทันทีทันใด” ขอให้รีบไปโรงพยาบาลทันที เพราะอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณอันตรายของโรคหลอดเลือดสมอง
เมื่อผู้ป่วยเกิดโรคหลอดเลือดสมอง จะทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองลดลง เกิดการบาดเจ็บต่อเนื้อสมองบริเวณนั้น ทำให้การทำงานของสมองเกิดความผิดปกติหรือสูญเสียไป


โรคหลอดเลือดสมอง แบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

หลอดเลือดสมองตีบ ตัน พบได้ 80 – 85 % สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุดังนี้
  1. เกิดในผู้ป่วยที่มีโรคหลอดเลือดแข็ง (Atherosclerosis) ผนังหลอดเลือดด้านในหนาตัวขึ้นจากคราบไขมันคอเลสเตอรอลสะสม ผนังหลอดเลือดเหล่านี้จะเสียความยืดหยุ่น ปริแตกง่าย เมื่อมีการไหลเวียนของเลือดไปกระแทกที่ผนังหลอดเลือด จะเกิดแผลเล็กๆที่ผนังหลอดเลือดด้านในได้ง่าย ร่างกายจะสร้างเกล็ดเลือดและพังผืดไปซ่อมแซม ทำให้คราบสะสมเหล่านี้มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนอุดตันหลอดเลือดในที่สุด
  2. เกิดจากลิ่มเลือดที่เกิดขึ้นบริเวณอื่น เช่นหัวใจ หรือหลอดเลือดแดงใหญ่ที่คอ หลุดไปตามกระแสเลือดไปอุดตันที่หลอดเลือดสมอง
  3. เกิดจากโรคหรือภาวะอื่นๆ เช่น หลอดเลือดอักเสบ โรคการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ การปริแตกของเยื่อบุหลอดเลือดด้านใน เป็นต้น

หลอดเลือดสมองแตก พบได้ 15 – 20 % เกิดจากหลอดเลือดมีความเปราะบาง มีความเสื่อม หรือเสียความยืดหยุ่น ร่วมกับมีภาวะความดันโลหิตสูง ทำให้หลอดเลือดบริเวณนั้นโป่งพองและแตกออก เมื่อเกิดหลอดเลือดสมองแตก ทำให้ปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยงสมองลดลงอย่างฉับพลันและทำให้เกิดเลือดออกในสมอง ส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อสมอง เกิดความทุพพลภาพ หรือบางกรณีอาจอันตรายมากจนส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตในเวลาอันรวดเร็ว



เพราะอะไรหลอดเลือดสมองถึงตีบ แตก ตัน

ปัจจัยเสี่ยงที่จะเพิ่มโอกาสให้เป็นโรคหลอดเลือดสมองมากยิ่งขึ้น ได้แก่
  1. ปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถควบคุมได้ คือ อายุ เพศ พันธุกรรม
  2. ปัจจัยเสี่ยงที่สามารถควบคุมได้ ได้แก่ โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันคอเลสเตอรอลในหลอดเลือด โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ นอกจากนี้ใครที่สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสเสี่ยงให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองได้มากขึ้นไปอีก

ทำอย่างไรให้ห่างไกลจากโรคหลอดเลือดสมอง

โรคหลอดเลือดสมองเป็นโรคที่มักเป็นแบบปัจจุบันทันด่วน ดังนั้นการป้องกันโดยการลดปัจจัยเสี่ยงจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งด้วยการตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี ควบคุมโรคประจำตัวให้ดี เช่น ความดัน เบาหวาน ระดับไขมันคอเลสเตอรอลในเลือด ควบคุมให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ งดแอลกอฮอล์ งดสูบบุหรี่ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้เหมาะสม โดยการรับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ และมีประโยชน์ ควบคุมน้ำหนัก ลดการบริโภคอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว รับประทานอาหารประเภทกากใยให้มากขึ้น รวมทั้งหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ


เป็นแล้วต้องทำอย่างไร

สำหรับในกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบ ตัน เฉียบพลัน ปัจจุบันมียาสลายลิ่มเลือด ( rtPA : recombinant tissue plasminogen activator) เพื่อใช้รักษาภาวะหลอดเลือดสมองตีบเฉียบพลัน จากการศึกษาถึงประโยชน์จากการที่ได้รับยานี้ เมื่อติดตามผู้ป่วยเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับยา ผลปรากฏว่าให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า โดยโอกาสที่จะฟื้นตัวจากความพิการสูงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้ยา 30 % นับจากเริ่มเป็น จนถึงการวินิจฉัยและให้ยา ต้องอยู่ภายในไม่เกิน 4.5 ชั่วโมง แพทย์จะต้องประเมินแล้วว่าไม่มีข้อห้ามต่างๆ ในการใช้ยา และมีการตรวจเลือดตามข้อกำหนดมาตรฐาน รวมถึงผลเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์สมองจะต้องยืนยันชัดเจน ว่าไม่มีเลือดออกในสมองก่อนให้ยา เพราะฉะนั้นต้องทราบเวลาที่เริ่มเกิดอาการอย่างชัดเจน และผู้ป่วยควรรีบมาให้ถึงโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด เนื่องจากกระบวนการวินิจฉัยตลอดจนการตรวจผลเลือดตามมาตรฐานที่กำหนดต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง


ข้อคิดจากคุณหมอ หัวใจสำคัญของการรักษาโรคหลอดเลือดสมองตีบตัน คือ ให้รีบเข้ามารับการรักษาอย่างเร่งด่วนภายใน 4.5 ชั่วโมง หากใครมีอาการดังกล่าวอย่านิ่งนอนใจปล่อยไว้ จนสายเกินไป ปัจจุบันมียาสลายลิ่มเลือดที่ให้ผลการรักษาได้ผลดี แต่ต้องอยู่ภายในระยะเวลาที่กำหนด เพิ่มโอกาสหายกลับไปเป็นปกติได้ แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้นานสมองเสียหายมาก โอกาสเสี่ยงต่อการเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตถาวรจะสูงขึ้น เพราะฉะนั้นยิ่งมาเร็วเท่าไหร่ยิ่งเป็นผลดีกับผู้ป่วยมากขึ้นเท่านั้น Stroke Fast Track ยิ่งเร็ว…ยิ่งมีโอกาสรอด”

 พญ. ณัฐธิดา สุรัสวดี

ปริญญาบัตร/วุฒิบัตร
คณะแพทยสาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ. 2551
สาขาประสาทวิทยา

โรงพยาบาลสมิติเวช 020-222-222

Facebook : Samitivej Club



วันพฤหัสบดีที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ทำยังไงดี ถ้าไม่มีรังไข่




จริงหรือไม่ ถ้าผู้หญิงที่ไม่มีรังไข่ก็เหมือนผู้หญิงสิ้นไร้ความเป็นอิสตรี” 

รังไข่ เป็นอวัยวะขนาดเล็กมีอยู่ 2 ข้าง ที่ด้านซ้ายและด้านขวาของมดลูก ทำหน้าที่ผลิตเซลล์สืบพันธุ์ และผลิตฮอร์โมนเพศหญิง ทำให้ผู้หญิงมีความแตกต่างจากผู้ชาย แต่เมื่อเข้าสู่วัยทอง รังไข่ก็จะค่อย ๆ ทำงานลดลงเนื่องจากความเสื่อม จนในที่สุดไม่สามารถเจริญพันธุ์ได้ ลักษณะความเป็นหญิงและความต้องการทางเพศที่เกิดจากอิทธิพลของฮอร์โมนก็ค่อย ๆ เสื่อมลงเช่นเดียวกัน

ทำไมต้องตัดรังไข่

สาเหตุที่พบได้เป็นส่วนใหญ่คือ โรคของรังไข่เอง เช่น เนื้องอกรังไข่ การอักเสบของอวัยวะสืบพันธุ์ภายในและลุกลามมาที่รังไข่ เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ เป็นต้น และอีกส่วนหนึ่งที่เป็นผลพวงจากโรคของมดลูก ซึ่งเมื่อจำเป็นต้องผ่าตัดเอามดลูกออกในวัยใกล้ ๆ 50 ปีขึ้นไป ก็มักจะพิจารณาตัดรังไข่ร่วมไปด้วยในคราวเดียวกัน เนื่องจากรังไข่ในวัยนี้ แทบจะไม่ได้มีการทำงานอีกแล้ว และยังเป็นการป้องกันโรคที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ตัดรังไข่แล้วจะเป็นวัยทองหรือไม่

ถ้ามาตัดเอาตอนใกล้ๆ จะวัยทองก็คงไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่ เพราะอาการมันเริ่มจะค่อยเป็นค่อยไปในการเข้าสู่วัยทองมาแล้ว แต่สำหรับบางคนที่มีความจำเป็นต้องตัดรังไข่ตั้งแต่ในวัยเจริญพันธุ์ ซึ่งรังไข่ยังคงทำงานดีอยู่ อันนี้อาจมีอาการวัยทองอย่างกะทันหัน เช่น ร้อนวูบวาบ ช่องคลอดแห้ง เจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์ ถ้าเป็นกรณีนี้หลังจากที่ตัดรังไข่ออกไปแล้ว แพทย์อาจจะพิจารณาให้ฮอร์โมนเพื่อรักษาต่อไป แต่การให้ฮอร์โมนก็ต้องมีขอบเขต จำกัดระยะเวลา บางคน เดือนก็ดีขึ้น บางคน 6 เดือน หรือบางคนอาจจะต้องทานนานถึง 1 ปี เมื่อดีขึ้นแล้วก็หยุด แต่ไม่ใช่ว่าจะให้กินกันไปได้ตลอด ผู้หญิงบางคนบอกว่าไม่มีรังไข่ เข้าสู่วัยทองแล้วกลัวแก่เร็วเหี่ยวเร็ว อยากจะกินฮอร์โมนนานๆ แบบนี้คงทำไม่ได้ เพราะการกินฮอร์โมนไปนานๆ ก็อาจมีผลข้างเคียงได้เช่นกัน

การผ่าตัดรังไข่

การผ่าตัดรังไข่สามารถทำได้เหมือนกับการตัดมดลูก คือ การผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้อง การผ่าตัดผ่านกล้อง ซึ่งการตัดรังไข่สามารถทำได้ไดยการตัดเพียงข้างเดียว หรือตัดทั้งข้าง ขึ้นกับโรคที่เป็นสาเหตุ ในบางกรณี เช่น เป็นมะเร็งรังไข่ ถึงแม้จะเป็นข้างเดียวก็อาจต้องตัดออกทั้ง 2 ข้างรวมถึงต้องผ่าตัดมดลูกออกไปด้วย

ผลกระทบจากการตัดรังไข่

ถ้าตัดรังไข่ออกข้างเดียวไม่ค่อยมีผลกระทบเท่าไหร่ เพราะอีกข้างหนึ่งยังทำงานได้ เพียงแต่จากแต่ก่อนที่มีรังไข่ 2 ข้าง ไข่ก็สลับกันตกเดือนละข้าง คราวนี้เหลือข้างเดียว ข้างที่เหลือก็ต้องทำหน้าที่ตลอดทุกเดือน จะเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนเร็วกว่าปกติ ทำให้อาการวัยทองมาเร็วขึ้น เนื่องจากปริมาณฮอร์โมนที่ผลิตได้น้อยลงกว่ามีรังไข่ 2 ข้าง

ข้อคิดจากคุณหมอ รังไข่ เป็นแหล่งผลิตฮอร์โมนรายใหญ่ แน่นอนว่าการตัดรังไข่ออกไปอาจมีผลทำให้อารมณ์ทางเพศลดลงบ้าง แต่ก็ไม่ได้มากมายอย่างที่คิด  เพราะปัญหาทางเพศไม่ได้ขึ้นอยู่กับฮอร์โมนเพียงอย่างเดียว แต่มาจากหลายปัจจัย หรือคุณผู้หญิงท่านไหนที่ห่วงสวย กลัวแก่เร็ว ก็ไม่ต้องกังวลมากเกินไป เพราะปัจจุบันมีวิธีดูแลตัวเองให้ดูดีได้มากมายหลายวิธี หากเราดูแลตัวเองให้ดี กินอาหารที่ประโยชน์ หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ แบบนี้ชีวิตก็ความสุข ถึงแม้จะไม่มีรังไข่ก็ตาม”

 

นพ. พงษ์ธร วิโรจน์ชัยวงษ์

ปริญญาบัตร/วุฒิบัตรแพทยศาสตร์บัณฑิต คณะแพทยสาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี พ.ศ. 2527
สาขาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา อนุสาขาเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์

โรงพยาบาลสมิติเวช 020-222-222

Facebook: Samitivej Club



วันพุธที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2559

Tennis Elbow อาจไม่ใช่คำตอบของอาการปวดข้อศอก

Tennis Elbow อาจไม่ใช่คำตอบของอาการปวดข้อศอก




เวลาพูดว่าปวดข้อศอก โดยทั่วไปแล้วคนส่วนมากหรือแม้กระทั้งแพทย์ที่ดูแลรักษา มักจะนึกถึงอาการปวดจาก Tennis elbow แต่ในความเป็นจริงแล้ว อาการปวดข้อศอกนั้นเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น เกิดจากเยื่อหุ้มข้อศอกอักเสบ เส้นเอ็นที่ (Tendinosis or Tendinitis) เกาะกล้ามเนื้อบริเวณข้อศอกอักเสบ (synovitis) หรือเกิดการบาดเจ็บร่องรอยของโรค บริเวณผิวข้อศอกหรือกระดูกอ่อน (cartilage Lesion) เป็นต้น หรือในบางครั้งอาการปวดข้อศอกอาจจะไม่ได้มีสาเหตุมาจากข้อศอกโดยตรง แต่เป็นการปวดร้าวมาจากบริเวณไหล่ ต้นคอ จนทำให้ปวดมาถึงข้อศอกก็เป็นได้ ดังนั้นการตรวจค้นหาที่เหมาะสมก็จะช่วยให้หาสาเหตุการปวดได้ครอบคลุม
การตรวจวินิจฉัยแยกโรคของอาการปวดที่เกิดจากข้อศอก สามารถแยกโดยใช้ตำแหน่งที่ปวดเป็นตัวช่วย ถ้าเป็นอาการปวดที่เกิดจากภาวะเสื่อมของเส้นเอ็นที่เกาะกล้ามเนื้อด้านในของข้อศอกที่พบได้บ่อยและได้รับการวินิจฉัยบ่อยก็ดังเช่น Golfer Elbow แต่ก็เช่นกัน มีหลายสาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหา เจ็บด้านในข้อศอกที่ได้รับการวินิจฉัย ส่วนอาการปวดที่เกิดด้านนอกของข้อศอกจะเรียกว่า Tennis Elbow ก็ต้องมาแยกโรคหรือสาเหตุอื่นๆด้วยเช่นกัน

ปวดแบบไหน เกิดกับวัยใด

อาการปวดข้อศอกพบได้กับทุกช่วงวัย การวินิจฉัยได้อย่างถูกต้องชัดเจนจะทำให้ได้รับการรักษาคาดที่หวังผลได้ดีขึ้น ส่วนการตรวจวินิจฉัยโดยต้องดูจากหลายปัจจัยประกอบกัน เช่น ตำแหน่งบริเวณปวด อายุ อาการ สัมพันธ์กับกิจกรรมที่คนๆ นั้นทำเป็นประจำ
ในเด็ก อายุประมาณ 10-20 ปี เรามักจะเบนความสนใจไปที่ผิวข้อ โดยอาจเกิดการบาดเจ็บของผิวข้อ เกิดการแตกของผิวข้อ หรือหน่อเจริญกระดูกบาดเจ็บ ซึ่งมักสัมพันธ์กับการเล่นกีฬา โดยเฉพาะกีฬาที่ใช้แร็คเก็ตเป็นหลัก เช่น เทนนิส กอล์ฟ แบดมินตัน เป็นต้น
ในผู้ใหญ่ วัยกลางคน 40 ต้นๆ โดยเฉพาะคุณผู้หญิง มักปวดเพราะเกิดจากภาวะเสื่อมของเส้นเอ็น สัมพันธ์กับการใช้งานทั่วไป เช่น งานบ้าน ที่เป็นงานซ้ำๆ สำหรับผู้ชายมักสัมพันธ์กับการเล่นกีฬา เช่น เทนนิส กอล์ฟ เป็นต้น
ในกลุ่มคนทำงานออฟฟิศ ที่ค่อนข้างใส่ใจในสุขภาพ เข้าฟิตเนส เล่นกีฬา การบาดเจ็บส่วนใหญ่จึงมาจากการออกกำลังกาย การใช้งานข้อศอกมากเกินไปทำให้เยื่อหุ้มข้ออักเสบ หรือเกิดภาวะเยื่อพังผืดในข้ออักเสบกดเบียดทับ (Plica)
ส่วนในกลุ่มผู้สูงวัย อาการปวดมักเกิดจากภาวะเสื่อม เส้นที่เกาะของเส้นเอ็นเสื่อม หรือเป็นผลจากการบาดเจ็บในอดีตทำให้ข้อเสื่อม หรือมีเศษผิวข้อแตกในข้อแล้วไม่รู้ตัว หรือภาวะแง่งกระดูกโตแล้วเกิดแตก ทำให้เกิดอาการบาดเจ็บได้

ปวดข้อศอกต้องรักษาอย่างไร

การรักษาแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มที่ต้องผ่าตัด และไม่ต้องผ่าตัด โดยมากจะเริ่มจากการไม่ผ่าตัดก่อน โดยให้ทานยาบรรเทาอาการปวด ลดการอักเสบ ร่วมกับการทำกายภาพบำบัด ประคบ ออกกำลังกายยืดกล้ามเนื้อ เพื่อฝึกความยืดหยุ่นของข้อ หรือออกกำลังกายเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ โดยการออกกำลังกายเฉพาะกล้ามเนื้อมัดนั้นๆ หรือการฉีดยาสเตียรอยด์เฉพาะที่ ซึ่งสามารถแก้ไขปัญหาการปวดได้เร็ว แต่ควรจะใช้ในบางกรณีเท่านั้น เช่น ปวดมาก ปวดจนนอนไม่ได้ ปวดจนมีผลกระทบกับการใช้ชีวิตประจำวัน เพราะการใช้ยาสเตียรอยด์ในระยะยาวไม่ได้ทำให้โรคหาย แต่อาจทำให้มีปัญหาตามมาได้ เช่น เนื้อเยื่อ หรือไขมัน เหี่ยวลง ผิวหนังเปลี่ยนสีบริเวณที่ฉีด ทำให้เอ็นเปื่อยหรือฉีกขาดได้ง่าย
ในกลุ่มที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาแบบอนุรักษ์นิยมเต็มที่แล้ว หรือปวดต่อเนื่องนานเกิน 3-6 เดือนขึ้นไป อาการปวดนั้นรบกวนต่อการทำกิจกรรม อาชีพ กิจวัตรประจำวัน อาการปวดส่งผลต่อมุมในการขยับข้อศอกแย่ลงเรื่อยๆ จะพิจารณาการรักษาโดยการผ่าตัด ซึ่งการผ่าตัดในปัจจุบันเป็นแบบ MIS (Minimal Invasive Surgery) คือการผ่าตัดผ่านกล้อง ทำให้เกิดการรบกวนกล้ามเนื้อบริเวณรอบๆ ข้อศอกลดลง อีกทั้งยังสามารถวินิจฉัยเพิ่มเติมได้อีกด้วย เช่น หากวินิจฉัยแล้วว่าเป็น Tennis elbow แต่เมื่อผ่าไปแล้วอาจพบภาวะอื่นซ้อนอยู่เช่น ผิวข้อแตก ก็สามารถทำการรักษาได้ในคราวเดียวกันเลย MIS ถือเป็นการรักษาที่ตรงจุดมากขึ้น อีกทั้งยังสามารถวินิจฉัยโรคอื่นๆ ได้มากขึ้นอีกด้วย

ดูแลตัวเองอย่างไรไม่ให้ปวดศอก

การเลือกใช้อุปกรณ์การเล่นกีฬามีส่วนสำคัญ หากเป็นอุปกรณ์ที่ใช้กำข้อมือ เช่น แร็กเก็ต ต้องเลือกขนาดที่เหมาะสม เด็กต้องใช้ของเด็ก ผู้ใหญ่ต้องใช้ของผู้ใหญ่โดยเฉพาะ เพราะมีผลต่อการเกร็งของกล้ามเนื้อ ควรปรับปรุง ดัดแปลงอุปกรณ์การใช้งานต่างๆ ให้เหมาะสมกับมือผู้ใช้งาน เช่น พันผ้าด้ามไขควง ด้ามค้อน เพื่อช่วยให้เส้นรอบวงมีความเหมาะสมกับมือ เพื่อลดแรงที่จะกระทำกับข้อศอก หมั่นศึกษาเทคนิคการฝึกการออกำลังกายที่ถูกต้อง เช่น วิธีการจับไม้แร็กเก็ต การเลือกขนาด การเลือกความตึง ฯลฯ เพื่อลดการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา แต่ถ้าในกรณีที่มีการบาดเจ็บเกิดขึ้นแล้ว ควรพักการใช้งานของข้อศอก และดูแลโดยการประคบ ทานยา ถ้าอาการไม่ดีขึ้นต่อการพักครั้งหนึ่งนานเกิน 2-4 สัปดาห์แนะนำให้มาพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ และได้รับการรักษาที่ถูกต้องต่อไป

รศ.นพ. ชลวิช จันทร์ลลิต

ปริญญาบัตร/วุฒิบัตร
หนังสืออนุมัติผู้เชี่ยวชาญสาขาเวชศาสตร์ครอบครัว ปี พ.ศ.2547
สาขาออร์โธปิดิกส์ สาขาออร์โธปิดิกส์

โรงพยาบาลสมิติเวช 020-222-222

Facebook : Samitivej Club



วันอังคารที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2559

เมื่อ…ต้องตัดมดลูก

เมื่อ…ต้องตัดมดลูก


หากต้องตัดมดลูกเป็นเรื่องที่ผู้หญิงทุกคนต้องคิดหนัก” เพราะมดลูกทำหน้าที่ในการรองรับการตั้งครรภ์ ถ้าต้องตัดมดลูกทิ้ง ก็เท่ากับตัดโอกาสการมีลูกทิ้งไปด้วยเช่นกัน แต่บางครั้งการตัดมดลูกก็มีความจำเป็น

ทำไมต้องตัดมดลูก

เหตุผลที่ทำให้คุณผู้หญิงต้องตัดสินใจตัดมดลูกทิ้งมาจาก ปัจจัยหลักด้วยกัน คือ ตัดมดลูกเพื่อการรักษาโรคของตัวมดลูกเอง กับการตัดมดลูกเพื่อเป็นการป้องกันโรค แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหนคงปวดใจคุณผู้หญิงทั้งนั้น

ตัดเพื่อการรักษา

  1.  เนื้องอกในมดลูก เป็นโรคที่พบได้บ่อยในผู้หญิง ส่วนใหญ่มักไม่ค่อยมีอาการ หรืออาจมีอาการที่เกิดขึ้นจากก้อนเนื้องอก เช่น ปวดท้อง ประจำเดือนมามาก ปวดประจำเดือน บางรายเนื้องอกอาจโตไปกดกระเพาะปัสสาวะหรือกดทับลำไส้ใหญ่ทำให้มีปัญหาในการขับถ่าย จึงจำเป็นต้องให้การรักษาด้วยการตัดมดลูกออก
  2. มะเร็งของระบบอวัยวะสืบพันธุ์ เช่น มะเร็งปากมดลูก มะเร็งกล้ามเนื้อมดลูก มะเร็งท่อนำไข่ หรือมะเร็งรังไข่
  3. ประจำเดือนมามาก การที่มีประจำเดือนมามากในผู้หญิงบางรายอาจก่อให้เกิดความยากลำบากในการดำเนินชีวิต มีปัญหาในเชิงสุขภาพ การรักษาภาวะประจำเดือนมามากสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การรับประทานยา การใส่ห่วงอนามัยที่บรรจุฮอร์โมน แต่อย่างไรก็ตาม หากการรักษาดังกล่าวไม่ได้ผล การตัดมดลูกก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการรักษา
  4. มดลูกหย่อน โดยส่วนใหญ่แล้ว การเกิดมดลูกหย่อนมักจะพบในผู้หญิงที่มีอายุมาก ซึ่งอาจผ่านการคลอดบุตรมาหลายคนหรือในช่วงวัยหมดประจำเดือน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เนื้อเยื่อที่พยุงมดลูกเริ่มอ่อนแอลง บางคนหย่อนถึงขั้นหลุดลงมาที่ช่องคลอด บางครั้งก็เกิดแผลกดทับร่วมด้วย สร้างความรำคาญในชีวิตประจำวัน จึงจำเป็นต้องตัดทิ้ง
  5. ผ่าตัดมดลูกฉุกเฉินหลังคลอดในบางครั้งการคลอดที่ต้องผ่านกระบวนการมานาน เป็น 10 ชั่วโมง ทำให้มดลูกต้องบีบตัวมานาน จนทำให้หมดแรงไม่สามารถบีบตัวกลับไปได้ หรือเกิดภาวะรกรอกตัวก่อนกำหนด มีผลต่อกล้ามเนื้อมดลูกไม่สามารถหดกลับไปได้ ทำให้มีเลือดออกมาก อาจทำให้ช็อกถึงขั้นเสียชีวิตได้ จึงจำเป็นต้องตัดมดลูกทิ้ง

ตัดเพื่อการป้องกันโรค

การตัดมดลูกเพื่อเป็นการป้องกันโรค เช่น ป้องกันการลุกลามจากมะเร็งรังไข่ การตรวจทางยีนที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดมะเร็งของมดลูก หรือโรคยอดฮิตของคุณผู้หญิง อย่างโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่  ซึ่งไม่จัดว่าเป็นโรคร้ายแรงก็จริง แต่ความรุนแรงของอาการอาจมีได้หลายระดับ บางคนอาจปวดท้องเล็กน้อย แต่บางคนอาจปวดจนไม่เป็นอันทำอะไร ส่งผลรบกวนต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก หรือในบางรายอาจมีอาการปวดท้องน้อยเรื้อรังจากการมีพังผืดในอุ้งเชิงกราน พังผืดรัดตัวมดลูกและท่อนำไข่
หากผู้ป่วยยังต้องการมีบุตรอยู่ แพทย์จะพิจารณาให้การรักษาด้วยการผ่าตัดเพื่อกำจัดเซลล์เนื้อเยื่อที่ผิดปกติและเลาะพังผืดที่ผิดปกติออกไป แต่ก็มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้สูง แต่ถ้าในรายที่มีอาการรุนแรง เลือดออกไม่หยุด หรือผู้ที่ไม่ต้องการมีบุตรแล้วแพทย์จะพิจารณาตัดรังไข่และมดลูกออก เพื่อตัดปัญหาการกลับมาเป็นซ้ำไปเลย

ตัดมดลูกมีกี่แบบ

แบบตัดมดลูกออกทั้งหมด คือการผ่าตัดเอาทั้งปากมดลูกและตัวมดลูกออกทั้งหมด ซึ่งการผ่าตัดแบบนี้เป็นที่นิยมแพร่หลายที่สุดในประเทศไทย หลังจากผ่าตัดเอามดลูกออกมาแล้วจึงเย็บแผลด้านในช่องคลอดเข้าหากัน

แบบตัดเฉพาะตัวมดลูกออกโดยไม่ตัดปากมดลูก การผ่าตัดแบบนี้จะตัดเอาเฉพาะตัวมดลูกที่เป็นโรคหรือผิดปกติออกไป เนื่องจากการผ่าตัดเอาปากมดลูกออกยากและอาจมีอันตรายต่ออวัยวะข้างคียงหรือต้องการอนุรักษ์ปากมดลูกที่ปกติไว้ โดยทั่วไปไม่มีแผลในช่องคลอด ฉะนั้นหลังผ่าตัดช่องคลอดจึงยังคงเหมือนเดิม แต่แบบนี้ก็ยังมีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งปากมดลูก

ตัดมดลูกแบบถอนรากถอนโคน เป็นการผ่าตัดทั้งมดลูก รังไข่ ท่อนำไข่ รวมทั้งตัดเนื้อเยื่อรอบๆ มดลูกรวมถึงต่อมน้ำเหลืองออกไปด้วย การผ่าตัดชนิดนี้มักใช้ในการรักษาผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งทางนรีเวช เช่น มะเร็งปากมดลูกระยะลุกลาม มะเร็งรังไข่ ซึ่งจำเป็นต้องเลาะต่อมน้ำเหลืองใต้เยื่อบุช่องท้องออกไปด้วย


วิธีการผ่าตัด

  1. การผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้อง สามารถผ่าตัดมดลูกเพื่อรักษาผู้ป่วยทุกประเภท แต่เนื่องจากแผลมีขนาดใหญ่จึงเจ็บแผลมากกว่า ระยะพักฟื้นนานกว่าการเสียเลือดมากกว่า และมีโอกาสบาดแผลติดเชื้อสูงกว่า
  2. การผ่าตัดมดลูกผ่านทางช่องคลอดปัจจุบันถือเป็นทางเลือกที่แนะนำให้พิจารณาเป็นลำดับแรก เพราะไม่มีแผลหน้าท้อง เจ็บปวดน้อย ฟื้นตัวเร็ว เหมาะสำหรับผู้ที่มีมดลูกหย่อนและมีขนาดไม่โตมากนัก แต่ไม่เหมาะกับผู้ป่วยที่มีเนื้องอกขนาดใหญ่ มีพังผืดในอุ้งเชิงกราน ผู้ป่วยที่มีปัญหาที่ปีกมดลูกร่วม เพราะทำการผ่าตัดค่อนข้างยากและเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนมากขึ้น
  3. การผ่าตัดผ่านกล้อง โดยทั่วไปแพทย์จะเจาะรูประมาณ 3 – 4 แผล เพื่อสอดกล้องและเครื่องมือเข้าไปทำการผ่าตัด ทำให้เจ็บปวดน้อย เสียเลือดน้อย ฟื้นตัวเร็ว กลับไปดำเนินชีวิตตามปกติได้เร็วกว่าการผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้อง

กำลังใจจากคุณหมอ สำหรับคนที่ต้องตัดมดลูกทิ้งนั้นต้องดูแลทั้งร่างกายและจิตใจ เริ่มตั้งแต่ต้องอธิบายให้ชัดเจน ให้เข้าใจถึงเหตุผลที่ต้องตัดเพื่อการรักษาทั้งที่มาจากโรคเอง และทั้งที่เป็นผลพวงมาจากอย่างอื่นหรือบางคนกลัวว่ามีเพศสัมพันธ์แล้วจะเจ็บหรือไม่ หรือจะมีผลเสียกับความรู้สึกทางเพศหรือเปล่า ซึ่งถ้าผ่าตัดถูกต้องตามวิธีแล้วไม่มีปัญหา หมดกังวลไปได้เลย ที่สำคัญบางคนคิดว่าถ้าตัดมดลูกทิ้งไปแล้วจะไม่ต้องตรวจมะเร็งปากมดลูกอีกยังไงก็ยังควรมาตรวจมะเร็งปากมดลูก จากเซลล์บริเวณช่องคลอดที่ติดกับปากมดลูกเป็นประจำทุกปีเหมือนเดิมนะครับ”


นพ. พงษ์ธร วิโรจน์ชัยวงษ์

ปริญญาบัตร/วุฒิบัตร
แพทยศาสตร์บัณฑิต คณะแพทยสาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี พ.ศ. 2527
สาขาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา อนุสาขาเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์

โรงพยาบาลสมิติเวช 020-222-222

Facebook : Samitivej Club