แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ยุงลาย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ยุงลาย แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ระวัง…โรคไข้เลือดออก

ระวัง…โรคไข้เลือดออก



มีรายงานผู้ป่วยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา 1,553 ราย เสียชีวิต 3 ราย (!) การกระจายการเกิดโรคพบว่าภาคใต้มีอัตราป่วยสูงที่สุด เท่ากับ 147.71 ต่อประชากรแสนคน รองลงมา ได้แก่ ภาคเหนือ อัตราป่วย 102.75 ต่อประชากรแสนคน ภาคกลาง อัตราป่วย 71.49 ต่อประชากรแสนคน และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อัตราป่วย 70.39 ต่อประชากรแสนคนตามลำดับ
ข้อมูลอ้างอิงจาก : Manager Online http://www.manager.co.th/UpToDate/ViewNews.aspx?NewsID=9590000121036 เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2559

เนื่องด้วยความรุนแรงของสถานการณ์ระบาดของไข้เลือดออกขณะนี้ เป็นสิ่งที่ทุกคนควรเฝ้าระวัง ให้ความใส่ใจ และดูแลป้องกันอย่างใกล้ชิด โรงพยาบาลสมิติเวช จึงนำบทความน่าสนใจและควรรู้ มาฝากทุกท่าน เพื่อช่วยป้องกัน ดูแล และเตรียมตัวให้พร้อมเสมอเพื่อการมีสุขภาพที่ดี ปลอดภัย

อาการ และการรักษาโรคไข้เลือดออก

หลังจากได้รับเชื้อจากยุงประมาณ 5-8 วัน (ระยะฟักตัว) ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการของโรค ซึ่งมีความรุนแรงแตกต่างกันได้ ตั้งแต่มีอาการคล้ายไข้เดงกี่ (dengue fever หรือ DF) ไปจนถึงมีอาการรุนแรงมากจนถึงช็อกและถึงเสียชีวิตได้ โรคไข้เลือดออกมีอาการสำคัญที่เป็นรูปแบบค่อนข้างเฉพาะ 4 ประการ

เรียงตามลำดับการเกิดก่อนหลังดังนี้

1.    ไข้สูงลอย 2-7 วัน
2.    มีอาการเลือดออก ส่วนใหญ่จะพบที่ผิวหนัง
3.    มีตับโต กดเจ็บ
4.    มีภาวะการไหลเวียนล้มเหลว ภาวะช็อก อาการไข้ ผู้ ป่วยโรคไข้เลือดออกทุกรายจะมีไข้สูงเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน ส่วนใหญ่ไข้จะสูงเกิน 38.5 องศาเซลเซียส ไข้อาจสูงถึง 40-41 องศาเซลเซียส ซึ่งบางรายอาจมีชักเกิดขึ้นโดยเฉพาะในเด็กที่เคยมีประวัติชักมาก่อน หรือในเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 6 เดือน ผู้ป่วยมักจะมีหน้าแดง (flushed face) และตรวจดูคอก็อาจพบมี injected pharynx ได้ แต่ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะไม่มีอาการน้ำมูกไหลหรืออาการไอ ซึ่งช่วยในการวินิจฉัยแยกโรคจากโรคหัดในระยะแรกและโรคระบบทางเดินหายใจได้ เด็กโตอาจบ่นปวดศีรษะ ปวดรอบกระบอกตา ในระยะไข้นี้ อาการทางระบบทางเดินอาหารที่พบบ่อย คือ เบื่ออาหาร อาเจียน บางรายอาจมีอาการปวดท้องร่วมด้วย ซึ่งในระยะแรกจะปวดทั่วๆไปและอาจปวดที่ชายโครงขวาในระยะที่มีตับโต ส่วนใหญ่ไข้จะสูงลอยอยู่ 2-7 วัน ประมาณร้อยละ 15 อาจมีไข้สูงนานเกิน 7 วัน และบางรายไข้จะเป็นแบบ biphasic ได้ อาจพบมีผื่นแบบ erythema หรือ maculopapular ซึ่งมีลักษณะคล้ายผื่น rubella ได้

อาการเลือดออกที่พบบ่อยที่สุด

คือที่ผิวหนัง โดยจะตรวจพบว่าเส้นเลือดเปราะ แตกง่าย โดยการทำ tourniquet test ให้ผลบวกได้ตั้งแต่ 2-3 วันแรกของโรค ร่วมกับมีจุดเลือดออกเล็กๆกระจายอยู่ตามแขน ขา ลำตัว รักแร้ อาจมีเลือดกำเดาหรือเลือดออกตามไรฟัน ในรายที่รุนแรงอาจมีอาเจียนและถ่ายอุจจาระเป็นเลือด ซึ่งมักจะเป็นสีดำ (melena) อาการเลือดออกในทางเดินอาหารส่วนใหญ่จะพบร่วมกับภาวะช็อกในรายที่มีภาวะช็อก อยู่นาน

ตับโต ส่วนใหญ่จะคลำพบตับโตได้ประมาณวันที่ 3-4 นับแต่เริ่มป่วย ตับจะนุ่มและกดเจ็บ ภาวะช็อก ประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ป่วยไข้เลือดออกจะมีอาการรุนแรง มีภาวะการไหลเวียนล้มเหลวเกิดขึ้น เนื่องจากมีการรั่วของพลาสมาออกไปยังช่องปอด/ช่องท้องมาก เกิด hypovolemic shock ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นพร้อมๆกับที่มีไข้ลดลงอย่างรวดเร็ว เวลาที่เกิดช็อกจึงขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่มีไข้ อาจเกิดได้ตั้งแต่วันที่ 3 ของโรค (ถ้ามีไข้ 2 วัน) หรือเกิดวันที่ 8 ของโรค (ถ้ามีไข้ 7 วัน) ผู้ป่วยจะมีอาการเลวลง เริ่มมีอาการกระสับกระส่าย มือเท้าเย็น ชีพจรเบา เร็ว ความดันโลหิตเปลี่ยนแปลงโดยมี pulse pressure แคบเท่ากับหรือน้อยกว่า 20 มม.ปรอท (ปกติ 30-40 มม.ปรอท) ผู้ป่วยที่มีภาวะช็อกส่วนใหญ่จะมีความรู้สติ พูดรู้เรื่อง อาจบ่นกระหายน้ำ บางรายอาจมีอาการปวดท้องเกิดขึ้นอย่างกะทันหันก่อนเข้าสู่ภาวะช็อก ซึ่งบางครั้งอาจทำให้วินิจฉัยโรคผิดเป็นภาวะทางศัลยกรรม ภาวะช็อกที่เกิดขึ้นนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ถ้าไม่ได้รับการรักษาผู้ป่วยจะมีอาการเลวลง รอบปากเขียว ผิวสีม่วงๆ ตัวเย็นชืด จับชีพจรและวัดความดันไม่ได้ (profound shock) ความรู้สติเปลี่ยนไป และจะเสียชีวิตภายใน 12-24 ชั่วโมงหลังเริ่มมีภาวะช็อก หากว่าผู้ป่วยได้รับการรักษาช็อกอย่างทันท่วงทีและถูกต้องก่อนที่จะเข้าสู่ ระยะ profound shock ส่วนใหญ่ก็จะฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ในรายที่ไม่รุนแรง เมื่อไข้ลดลงผู้ป่วยอาจจะมีมือเท้าเย็นเล็กน้อยร่วมกับมีการเปลี่ยนแปลงของ ชีพจรและความดันเลือด ซึ่งเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงในระบบการไหลเวียนของเลือด เนื่องจากการรั่วของพลาสมาออกไปแต่ไม่มากจนทำให้เกิดภาวะช็อก ผู้ป่วยเหล่านี้เมื่อให้การรักษาในช่วงระยะสั้นๆก็จะดีขึ้นอย่างรวดเร็ว

ขณะ นี้ยังไม่มียาต้านไวรัสที่มีฤทธิ์เฉพาะสำหรับเชื้อไข้เลือดออก การรักษาโรคนี้เป็นการรักษาตามอาการและประคับประคอง ซึ่งได้ผลดีถ้าให้การวินิจฉัยโรคได้ตั้งแต่ระยะแรก แพทย์ผู้รักษาจะต้องเข้าใจธรรมชาติของโรคและให้การดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด จะต้องมี nursing care ที่ดีตลอดระยะเวลาวิกฤตประมาณ 24-48 ชั่วโมงที่มีการรั่วของพลาสมา

การดูแลรักษาผู้ป่วย

1.    ในระยะไข้สูง บางรายอาจมีการชักได้ถ้าไข้สูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กที่มีประวัติเคยชัก หรือในเด็กอายุน้อยกว่า 6 เดือน จำเป็นต้องให้ยาลดไข้ ควรใช้ยาพวกพาราเซตามอล ห้ามใช้ยาพวกแอสไพริน เพราะจะทำให้เกร็ดเลือดเสียการทำงาน จะระคายกระเพาะทำให้เลือดออกได้ง่ายขึ้น และที่สำคัญอาจทำให้เกิด Reye syndrome ควรให้ยาลดไข้เป็นครั้งคราวเวลาที่ไข้สูงเท่านั้น (เพื่อให้ไข้ที่สูงมากลดลงเหลือน้อยกว่า 39 องศาเซลเซียส) การใช้ยาลดไข้มากไปจะมีภาวะเป็นพิษต่อตับได้ ควรจะใช้การเช็ดตัวช่วยลดไข้ด้วย
2.    ให้ผู้ป่วยได้น้ำชดเชย เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่มีไข้สูง เบื่ออาหาร และอาเจียน ทำให้ขาดน้ำและเกลือโซเดียมด้วย ควรให้ผู้ป่วยดื่มน้ำผลไม้หรือ สารละลายผงน้ำตาลเกลือแร่ (โอ อาร์ เอส) ในรายที่อาเจียนควรให้ดื่มครั้งละน้อยๆ และดื่มบ่อยๆ
3.    จะต้องติดตามดูอาการผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด เพื่อจะได้ตรวจพบและป้องกันภาวะช็อกได้ทันเวลา ช็อกมักจะเกิดพร้อมกับไข้ลดลงประมาณตั้งแต่วันที่ 3 ของการป่วยเป็นต้นไป ทั้งนี้แล้วแต่ระยะเวลาที่เป็นไข้ ถ้าไข้ 7 วันก็อาจช็อกวันที่ 8 ได้ ควรแนะนำให้พ่อแม่ทราบอาการนำของช็อก ซึ่งอาจจะมีอาการเบื่ออาหารมากขึ้น ไม่รับประทานอาหารหรือดื่มน้ำเลย หรือมีอาการถ่ายปัสสาวะน้อยลง มีอาการปวดท้องอย่างกะทันหัน กระสับกระส่าย มือเท้าเย็น ควรแนะนำให้รีบนำส่งโรงพยาบาลทันทีที่มีอาการเหล่านี้
4.    เมื่อผู้ป่วยไปตรวจที่โรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลที่ให้การรักษาได้ แพทย์จะตรวจเลือดดูปริมาณเกร็ดเลือดและ hematocrit และอาจนัดมาตรวจดูการเปลี่ยนแปลงของเกร็ดเลือดและ hematocrit เป็นระยะๆ เพราะถ้าปริมาณเกร็ดเลือดเริ่มลดลงและ hematocrit เริ่มสูงขึ้น เป็นเครื่องชี้บ่งว่าน้ำเลือดรั่วออกจากเส้นเลือด และอาจจะช็อกได้ จำเป็นต้องให้สารน้ำชดเชย
5.    โดยทั่วไปไม่จำเป็นต้องรับผู้ป่วยเข้ารักษาในโรงพยาบาลทุกราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะแรกที่ยังมีไข้ สามารถรักษาแบบผู้ป่วยนอก โดยให้ยาไปรับประทาน และแนะนำให้ผู้ปกครองเฝ้าสังเกตอาการตามข้อ 3 หรือแพทย์นัดให้ไปตรวจที่โรงพยาบาลเป็นระยะๆ โดยตรวจดูการเปลี่ยนแปลงตามข้อ 4 ถ้าผู้ป่วยมีอาการแสดงอาการช็อก ต้องรับไว้รักษาในโรงพยาบาลทุกราย และถือเป็นเรื่องรีบด่วนในการรักษา

การป้องกัน


ศ.คลินิก เกียรติคุณ เสน่ห์ เจียสกุล
ปริญญาบัตร/วุฒิบัตร
วุฒิบัตรผู้เชี่ยวชาญสาขากุมารเวชศาสตร์
สาขากุมารเวชศาสตร์ อนุสาขากุมารเวชศาสตร์โรคติดเชื้อ
โรงพยาบาลสมิติเวช 020-222-222
Facebook: Samitivej Club


วันอังคารที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2559

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก



1. โรคไข้เลือดออกที่ระบาดในประเทศไทยเกิดจากเชื้ออะไร

ตอบ โรคไข้เลือดออกที่ระบาดในประเทศไทยมีสาเหตุจากเชื้อไวรัสเดงกี่พบทั้ง 4 สายพันธุ์ คือ DEN-1, DEN-2, DEN-3, DEN-4

2. ในประเทศไทยพบไข้เลือดออกในคนกลุ่มอายุเท่าใดบ่อยที่สุด   

ตอบ  โรคไข้เลือดออกพบได้ทุกกลุ่มอายุ ในประเทศไทยพบว่าร้อยละ80 ของผู้ติดเชื้อที่มีอาการ อยู่ในกลุ่มอายุระหว่าง 5-34 ปี   

3. ไข้เลือดออกรุนแรงเป็นอย่างไร

ตอบ ไข้เลือดออกรุนแรง (severe dengue) มีอาการดังต่อไปนี้  
  • อาเจียนไม่หยุด
  • ปวดท้องรุนแรง (จากการที่มีน้ำคั่งผิดปกติ)
  • หายใจเร็วจากการมีน้ำคั่งในเยื่อหุ้มปอด
  • ความดันโลหิตต่ำ กระสับกระส่าย หรือซึมมาก
  • เลือดออกในอวัยวะต่างๆ รุนแรง เลือดออกตามไรฟัน อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายเป็นเลือด
  • การทำงานอวัยวะภายในร่างกายบกพร่อง เช่น ตับ ไต
  • มีความผิดปกติในสมอง 
  • ช๊อก และอาจเสียชีวิตได้ 

4. ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออกใช้แล้วหรือยัง?

ตอบ  ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออกชนิดเดียวที่ได้รับการรับรองให้ใช้ เป็นวัคซีน CYD-TDV หรือ DENGVAXIA ยังมีวัคซีนอีกหลายขนิด ที่อยู่ระหว่างการทดลองศึกษาวิจัย

5. CYD-TDV หรือ Denvaxia คืออะไร?

ตอบ CYD-TDV หรือ DENGVAXIA เป็นวัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออกชนิดแรกที่ได้รับการรับรอง โดยได้การรับรองครั้งแรกที่ประเทศเมกซิโกในเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ให้ใช้ในกลุ่มคนที่มีอายุ 9-45 ปีในเขคที่มีการระบาดของโรคไข้เลือดออก เป็นวัคซีนขนิดมีชีวิตที่ถูกทำให้อ่อนฤทธิ์ มีเชื้อไวรัสเดงกี่ที่เป็นสาเหตุของโรคทั้ง 4 สายพันธุ์ กำหนดให้ฉีด 3 ครั้ง 0-6-12 เดือน ปัจจุบันได้รับการรับรองให้ใช้ใน 13 ประเทศรวมทั้งประเทศไทย

6. ใครควรได้รับการฉีดวัคซีน 

ตอบ ทุกคนที่อายุ 9-45 ปี และอยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคไข้เลือดออก และเป็นผู้ที่ไม่มีข้อห้ามใช้
 ข้อห้ามใช้ที่กำหนดโดยบริษัทผู้ผลิตวัคซีนมีดังนี้
  • ผู้ที่มีประวัติการแพ้รุนแรงในส่วนประกอบอย่างใดอย่างหนึ่งในวัคซีน หรือมีการแพ้ในวัคซีนนี้ที่ได้รับครั้งแรก หรือแพ้วัคซีนชนิดอื่นที่มีส่วนประกอบเหมือนกัน
  • มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องแต่กำเนิด หรือเกิดภายหลัง  เช่น ความผิดปกติทางพันธุกรรม การติดเชื้อ HIV (เอดส์) หรือได้รับการรักษาด้วยยากดภูมิคุ้มกัน (เช่น ยาสเตียรอยด์ในขนาดสูง หรือ เคมีบำบัด) 
  • สตรีที่กำลังตั้งครรภ์ หรือ อยู่ระหว่างให้นมบุตร
  • ผู้ที่ มีไข้ระดับกลางจนถึงไข้สูง หรือกำลังเจ็บป่วยแบบเฉียบพลัน ควรเลื่อนการฉีดวัคซีนไปก่อนจนกว่าจะหายดีแล้ว

7. หากไม่ได้อยู่ในกลุ่มอายุ 9 – 45 ปี สามารถฉีดวัคซีนได้หรือไม่  

ตอบ  ยังไม่สมควรได้รับวัคซีนนี้ เนื่องจากข้อมูลทางคลินิกที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอ


8. ประสิทธิภาพของวัคซีน 

ตอบ วัคซีนมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคต่อเชื้อไวรัสทั้ง4 สายพันธุ์
  • สามารถป้องกันโรคไข้เลือดออกได้ 65.6 %
  • ลดความรุนแรงของโรค 93.2 %
  • ลดอัตราการนอนโรงพยาบาล 80.8 %

9. ข้อแนะนำในหญิงตั้งครรภ์

ตอบ  เนื่องจากวัคซีนนี้เป็นชนิดตัวเป็น (live-attenuated vaccine) เหมือนวัคซีนทั่วไป จึงห้ามใช้ในสตรีตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร และขอแนะนำว่า สตรีที่ได้รับวัคซีนควรเว้นระยะก่อนการตั้งครรภ์อย่างน้อย 1 เดือน

10. หากผู้ป่วยเคยได้รับเชื้อไวรัสไข้เลือดออกเดงกีมาก่อน ไม่ว่าจะมีแค่อาการไข้อ่อนๆหรือป่วยหนัก ผู้ป่วยสามารถฉีดวัคซีนได้อีกหรือไม่

ตอบ วัคซีนสามารถใช้เพื่อป้องกันเชื้อไวรัสไข้เลือดออกเดงกีจากทั้งสายพันธุ์ 1, 2, 3, และ ในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 9 -45 ปี ที่อยู่ในพื้นที่แพร่ระบาด ไม่ว่าจะเคยติดเชื้อไวรัสไข้เลือดออกเดงกีมาก่อนหรือไม่ก็ตาม ประสิทธิภาพของวัคซีนที่ฉีดให้กับผู้ที่เคยได้รับเชื้อไวรัสไข้เลือดออกเดงกีมาก่อนจะสูงกว่าและสามารถช่วยป้องกันเชื้อไวรัสไข้เลือดออกเดงกีสายพันธุ์อื่นๆได้ด้วย

11.มีโรคประจำตัว เช่น โรคไต โรคหัวใจ โรคเบาหวาน สามารถฉีดวัคซีนได้หรือไม่
ตอบ ฉีดได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์


12.วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก สามารถป้องกันเชื้อไข้เลือดออกได้กี่สายพันธุ์  
ตอบ DENGVAXIA เป็นวัคซีนที่ใช้สำหรับป้องกันโรคไข้เลือดออกเด็งกี่ที่เกิดจากเชื้อไวรัสเด็งกี่ซีโรไทป์ 1, 2, 3 และ สามารถใช้ได้ในเด็กอายุตั้งแต่ 9 - 45 ปี ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค 


13.การฉีดวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกฉีดอย่างไร 
ตอบ ฉีดวัคซีนเข้าใต้ผิวหนัง (subcutaneous injection) ฉีดวัคซีน 3 ครั้ง ครั้งละ 0.5 มล. โดยฉีดห่างกันครั้งละ 6 เดือน เริ่มวันที่ฉีดครั้งแรกเป็นเข็มแรก  เข็มที่สองจะฉีดหลังเข็มแรก 6 เดือน และเข็มที่สามจะฉีดหลังเข็มที่สอง 6 เดือน 


14. ความปลอดภัยของวัคซีน ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น  
ตอบ อาการไม่พึงประสงค์ที่อาจพบได้หลังการฉีดวัคซีนคล้ายวัคซีนชนิดอื่น เช่น ปวดบริเวณที่ฉีด  ปวดกล้ามเนื้อ  ปวดหัว มีไข้ต่ำๆ ผิวหนังแดง ห้อเลือด บวม และ คัน โดยอาการที่พบทั้งหมดจะเป็นชนิดไม่ร้ายแรง ส่วนใหญ่เกิดขึ้นภายใน 3 วันหลังจากฉีดวัคซีน


15. ภูมิคุ้มกันจะขึ้นเมื่อใด
ตอบ  ภูมิคุ้มกันจะเกิดขึ้นเต็มที่เมื่อฉีดวัคซีนครบ 3 เข็ม


16. ฉีดแล้วจะสามารถป้องกันไข้เลือดออกได้ตลอดชีวิตหรือไม่
ตอบ จนถึงขณะนี้หลังฉีดครบ 3 เข็ม ตามหลักวิชาภูมิคุ้มกันน่าจะยังคงอยู่ได้นาน   ต้องมีการติดตามกันต่อไปว่าจะสามารถคุ้มกันได้ตลอดชีวิตหรือไม่


17. การฉีดวิคซีนในเด็กกับผู้ใหญ่ แตกต่างกันหรือไม่ 
ตอบ ไม่แตกต่างกัน ในเกณฑ์อายุระหว่าง 9 – 45 ปี


18.   การฉีดเข็มที่ 2หรือ  หากไม่ได้ฉีดตรงตามวันที่กำหนด สามารถฉีดได้หรือไม่   หรือต้องเริ่มนับเป็นเข็มที่ 1 ใหม่
ตอบ ไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ สามารถบวกลบได้ 20วัน


19.   สามารถฉีดพร้อมกับวัคซีนตัวอื่นในวันเดียวกันได้หรือไม่
ตอบ  ยังไม่มีการศึกษา เพื่อความปลอดภัยควรมีระยะห่างจากวัคซีนชนิดอื่น ประมาณ 4 สัปดาห์  
  
20. ก่อนและหลังได้รับวัคซีน ควรปฏิบัติตัวอย่างไร
ตอบ ก่อนได้รับวัคซีนต้องไม่มีไข้ และหลังการฉีดวัคซีนเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันของตัวเองด้วยเชื้อโรคที่อ่อนแรง หรือ บางส่วนของเชื้อโรคมีฤทธิ์กระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันได้ เพราะฉะนั้นเมื่อรับวัคซีนแล้วอาจมีอาการข้างเคียงบางอย่างเกิดขึ้นได้ ทั้งนี้เนื่องจากร่างกายมีปฏิกิริยาต่อวัคซีนซึ่งโดยทั่วไปจะมีอาการไม่มาก และจะหายไปเอง
  
ประธานคณะกรรมการป้องกัน และควบคุมการติดเชื้อ รพ.สมิติเวช ศรีนครินทร์  
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ :


วันจันทร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2559

สิ้นสุดการรอคอยกับวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก

วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก



อย่างที่ทราบกันดีว่าโรคไข้เลือดออกนอกจากจะเป็นปัญหาสาธารณสุขของไทยแล้วก็ยังเป็นปัญหาสาธารณสุขของหลาย ๆ ประเทศทั่วโลกด้วย โดยเฉพาะประเทศในเขตร้อนชื้น สิ่งที่เราต้องตระหนักสำหรับโรคไข้เลือดออกก็คือ ทุกวันนี้ยังไม่มียาที่ใช้รักษา ดังนั้นการจะต่อสู้กับโรคนี้ต้องต่อสู้ในเชิงป้องกัน  หลังจากที่รอคอยมานานนั้น ล่าสุด “วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก” ได้ถูกนำมาใช้แล้วในหลายๆประเทศ และกำลังจะนำมาใช้ ในประเทศไทยครั้งแรกที่โรงพยาบาลสมิติเวชนี่เอง  เราจึงขอนำทุกท่านมาติดตามสถานการณ์ของโรคไข้เลือดออกและวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกกันเลยดีกว่า

สถานการณ์โรคไข้เลือดออกในประเทศไทย ณ ปัจจุบัน

สำหรับประเทศไทยและประเทศในอาเซียนสถานการณ์และความรุนแรงของโรคไข้เลือดออกเมื่อมองย้อนกลับไปเมื่อ 3 – 4 ปีก่อนจนถึงปัจจุบันเราพบว่ามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น จากตัวเลขในปีที่ผ่านมาเราพบว่ามีผู้ที่ติดเชื้อจำนวนมากกว่า หนึ่งแสนสี่หมื่นกว่ารายในประเทศไทย สำหรับปี 2559 นี้เราพบว่าช่วงต้นปียังคงพบผู้ติดเชื้อมากอยู่ แต่ก็มาเริ่มลดลงในช่วงกลางปี พอมาถึงช่วงปลายปีนี้โรคไข้เลือดออกก็เริ่มกลับมาใหม่ จากตัวเลขล่าสุดในเดือนธันวาคมนี้ พบผู้ป่วยไข้เลือดออกแล้วอยู่ที่ 58,555 ราย มีผู้เสียชีวิตจากจำนวนผู้ติดเชื้อนี้อยู่ที่ 57 ราย คิดเป็น 0.1 % จากตัวเลขนี้เมื่อเทียบกับปีที่แล้วในช่วงเดียวกันถือว่าปีนี้พบผู้ป่วยไข้เลือดออกน้อยลงกว่าปีที่แล้ว ถึงแม้เราจะพบว่ามีผู้ติดเชื้อไข้เลือดออกลดลงก็ตาม แต่สิ่งที่สวนทางกลับมาก็คือ เราพบว่าโรคไข้เลือดออกกลับอยู่ใกล้ตัวพวกเราทุกคนมากขึ้น เมื่อก่อนเรามักจะเห็นว่าคนที่อยู่ต่างจังหวัดจะมีโอกาสติดเชื้อไข้เลือดออกมากกว่าคนอยู่ในเมืองหรืออยู่ในกรุงเทพ ฯ แต่ปัจจุบันไม่ได้เป็นเช่นนั้นอีกแล้ว กรุงเทพ ฯ กลับกลายเป็นหนึ่งจังหวัดที่มีอัตราเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อไข้เลือดออกเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศเลยทีเดียว จากตรงนี้เราจึงบอกได้เลยว่าถึงอย่างไรโรคไข้เลือดออกก็ยังเป็นโรคที่ต้องเฝ้าระวังและต้องให้ความสำคัญอยู่เสมอ

จะเฝ้าระวังได้ดีก็ต้องรู้จักโรคไข้เลือดออกให้ดียิ่งขึ้นก่อน

อย่างที่ทราบกันโรคไข้เลือดออกนั้นมีสาเหตุมาจาก ไวรัสเดงกี่ (Dengue virus) อันมียุงลายเป็นพาหะนำโรค ช่วงที่โรคไข้เลือดออกระบาดหนัก ๆ จะเป็นช่วงหน้าฝน คือเดือนมิถุนายน – พฤศจิกายน ไวรัสเดงกี่มีอยู่ 4 สายพันธุ์ ซึ่งประเทศไทยเรานั้นมีระบาดอยู่ครบทั้ง 4 สายพันธุ์เลยทีเดียว การติดเชื้อครั้งแรกมักจะมีอาการไม่รุนแรง แต่ถ้าติดเชื้อครั้งที่ 2 โดยเป็นเชื้อที่ต่างสายพันธุ์กับครั้งแรก อาการมักจะรุนแรงถึงขั้นเลือดออกหรือช็อคหรือเสียชีวิต

จะรู้ได้อย่างไรว่าเราหรือคนใกล้ชิดเสี่ยงกับโรคไข้เลือดออก 

สิ่งที่เราต้องทำก็คือเฝ้าสังเกตอาการคนใกล้ชิด อาการของโรคไข้เลือดออกจะพบว่ามีไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ ปวดกระบอกตา ปวดกล้ามเนื้อ ปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัวและปวดลึกไปถึงกระดูกมีความรู้สึกปวดมากเหมือนกระดูกจะแตกเลยทีเดียว ทางการแพทย์เรียกอาการปวดลักษณะนี้ว่า Break Bone ซึ่งถ้าเป็นไข้แบบปกติทั่วไปจะไม่มีอาการลักษณะนี้ ไม่ไอ ไม่มีน้ำมูก อาการไข้สูงมักมีระยะ 4-5 วัน บางรายอาจมีอาการท้องเสียร่วมด้วย ถ้าผู้ป่วยเริ่มมีอาการลักษณะนี้ให้สงสัยไว้ก่อนว่ามีโอกาสเป็นไข้เลือดออก ทั้งนี้ทางที่ดีผู้ป่วยควรรีบมาพบแพทย์ให้เร็วที่สุด หากนิ่งนอนใจไม่ส่งโรงพยาบาลโรคก็จะเคลื่อนไปยังระยะต่อไปที่รุนแรงมากขึ้นจากมีไข้สูงบางรายอาจจะมีจุดเลือดสีแดงออกตามลำตัว แขนขา เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน เลือดออกในกระเพาะ โดยจะมีอาการอาเจียนเป็นเลือด และตามมาด้วยอาการตับโต เกิดความผิดปกติของระบบไหลเวียนโลหิตจนทำให้ผู้ป่วยช็อคและเสียชีวิตในที่สุด

แนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยที่เป็นไข้เลือดออก เมื่อก่อนกับปัจจุบันแตกต่างกันอย่างไร

โรคไข้เลือดออกสิ่งที่น่าวิตกของโรคนี้ก็คือ ทุกวันนี้ยังไม่มียาที่ใช้รักษาโดยตรง การรักษาโรคนี้จึงต้องเป็นการรักษาแบบตามอาการ มีการตรวจเลือดเป็นระยะ ให้เกลือแร่ ให้ยาแก้ปวดพาราเซตามอลและงดใช้ยากลุ่มแอสไพริน เรียกได้ว่าในอดีตและปัจจุบันการรักษาไม่ได้มีความแตกต่างกันมากนัก แต่สำหรับปัจจุบันจะดีกว่าตรงที่ว่าวิวัฒนาการทางการแพทย์ที่ก้าวหน้ามากขึ้นทำให้แพทย์สามารถวินิจฉัยอาการของคนไข้ได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงทำให้เราสามารถลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคนี้ลงได้บ้าง จากตรงจุดนี้จึงเป็นสิ่งที่กระตุ้นให้ทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับการรับมือโรคไข้เลือดออกมาขึ้น ปัจจุบันจึงมีการศึกษาและพยายามที่จะนำแนวคิดใช้การป้องกันเป็นการรักษาโรคนี้แทน โดยได้มีการวิจัยร่วมจากประเทศแถบเอเชีย คือ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซียและไทย และประเทศแถบละตินอเมริกา (บราซิล โคลอมเบีย ฮอนดูรัส เม็กซิโก) สุดท้ายเราจึงได้นวัตกรรมการรักษาที่เป็นข่าวดีมาก ๆ นั่นคือการค้นพบ วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก” นั่นเอง

ความน่าสนใจของวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก

จากการวิจัยร่วมของ 5 ประเทศ นำไปสู่การพัฒนาต่อจนได้เป็นวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกที่มีชื่อเป็นทางการว่า “เด็งวาเซีย” (Dengvaxia) ซึ่งบริษัทผู้ผลิตนั้นเป็นบริษัทของฝรั่งเศส วัคซีนนี้ผลิตขึ้นมาจากไวรัสที่มีชีวิตและถูกทำให้อ่อนฤทธิ์ลงเมื่อฉีดเข้าไปในร่างกายแล้ว จะกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติต่อโรคไข้เลือดออก ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการทดสอบกับอาสาสมัครกว่า 3 หมื่นกว่าราย ใน 2 ทวีปมาแล้ว และผลลัพธ์ที่ออกมาก็น่าพอใจ เรียกว่าเป็นวัคซีนที่สามารถป้องกันไข้เลือดออกได้ถึง 4 สายพันธุ์ แต่แน่นอนว่าไม่มีอะไรที่ 100% เสมอไป จากผลการศึกษาพบว่าวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกเด็งวาเซียนี้มีประสิทธิภาพ  คือสามารถลดความรุนแรงของโรคได้  93.2 %   ลดอัตราการนอนโรงพยาบาล  80.8 %   และความสามารถในการป้องกันโรคไข้เลือดออกทั้ง 4 สายพันธุ์อยู่ที่ 65.6 %  คือประสิทธิภาพในการป้องกันโรคไข้เลือดออกในแต่ละสายพันธุ์นั้นจะแตกต่างกันออกไป ซึ่งเราพบว่าสายพันธุ์ที่ 4 จะตอบสนองกับวัคซีนตัวนี้ได้ดีที่สุด ส่วนสายพันธุ์ที่ 2 จะตอบสนองกับวัคซีนนี้ได้น้อยที่สุด ซึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของวัคซีนนี้ก็มีอยู่หลายอย่างด้วยกันทั้งเรื่องของอายุ วัคซีนนี้จะได้ผลดีในกลุ่มเด็กอายุตั้งแต่ 9 ขวบ ไปถึงผู้ใหญ่อายุ 45 ปี ประวัติของการได้รับเชื้อของคนไข้ จากการศึกษาเราพบว่าผู้ที่เคยมีประวัติเป็นไข้เลือดออกมาก่อนจะตอบสนองกับวัคซีนตัวนี้ได้ดีกว่าผู้ที่ไม่เคยเป็น หรือไม่เคยได้รับเชื้อไข้เลือดออกและอีกปัจจัยก็คือชนิดของสายพันธุ์ไข้เลือดออกที่เป็นนั่นเอง 

วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกฉีดได้ทุกคนหรือไม่

จากคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) ชี้แจงว่าผู้ที่เหมาะสมเข้ารับวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก คือ ผู้มีอายุระหว่าง 9-45 ปี ที่อาศัยอยู่ในบริเวณที่มีการแพร่ระบาดของโรค ยังไม่ได้แนะนำว่าควรที่จะฉีดวัคซีนนี้ทุกคน แต่จากคำแนะนำนี้ก็เท่ากับว่าคนไทยเราในช่วงอายุดังกล่าวเป็นกลุ่มที่เหมาะสมที่จะเข้ารับวัคซีนชนิดนี้ เพราะไทยเราเป็นโซนที่มีโรคไข้เลือดออกระบาด ซึ่งวัคซีนชนิดนี้จะฉีดทั้งหมด 3 เข็ม ห่างกันเข็มละ 6 เดือน หลังฉีดครบ 3 เข็ม ตามหลักวิชาการภูมิคุ้มกันจะยังคงอยู่ได้  แต่ต้องมีการติดตามกันไปเรื่อยๆว่าจะสามารถคุ้มกันได้ตลอดชีวิตหรือไม่  ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสุขภาพร่างกายของแต่ละคนกันไป ส่วนกลุ่มคนไข้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง รับประทานยากดภูมิ กำลังได้รับยาเคมีบำบัด มีเชื้อ HIV หญิงตั้งครรภ์ หญิงที่กำลังให้นมบุตร ไม่ควรรับวัคซีนตัวนี้

วัคซีนป้องกันไข้เลือดออกมีผลข้างเคียงหรือไม่

จากการศึกษาเราพบว่าวัคซีนชนิดนี้มีผลข้างเคียงอยู่บ้างแต่ก็ไม่รุนแรงอะไรและเกิดได้น้อยมาก เมื่อได้รับวัคซีนไปแล้วบางคนอาจมีอาการปวดศีรษะและมีไข้ได้ กลุ่มนี้อาจพบได้ 1 ใน 10 บางคนอาจมีอาการมีเวียนหัว ไอ เจ็บคอ มีผื่นคัน กลุ่มนี้ก็พบได้น้อยลงไปอีก อยู่ที่ 1 ใน 100 ส่วนถ้ารุนแรงกว่านั้น คือ มีผลต่อระบบประสาทนี่เรียกว่าน้อยมาก ๆ มากกว่าอัตรา 1 ใน 10,000 แต่จากรายงานจนถึงปัจจุบันยังไม่มีพบภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงดังกล่าวเลย จากข้อมูลตรงนี้เราจึงสรุปได้ว่าวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกนี้ค่อนข้างที่จะปลอดภัย
สิ่งที่น่ายินดีก็คือวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกได้มาถึงประเทศไทยแล้ว ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามจากทางโรงพยาบาลได้

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ : ศูนย์วัคซีน โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท และศรีนครินทร์ โทร.020-222-222