วันอาทิตย์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

IVM ความสุขของผู้มีบุตรยาก

     คนไข้ชาวญี่ปุ่นรายนี้แต่งงานกับสามีชาวญี่ปุ่นมาได้ 10 ปีแล้ว ปัจจุบันย้ายตามสามีที่กลับมาทำงานที่เมืองไทย เพราะเหตุนี้ทั้งคู่จึงได้มาปรึกษาภาวะมีบุตรยากกับผมเมื่อราวเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เธอเล่าให้ฟังว่าสมัยอยู่ที่ญี่ปุ่นได้ลองทำการรักษามาหลายวิธีแต่ก็ยังไม่สามารถมีลูกได้ ประกอบกับอายุที่เริ่มจะมากเกินไปสำหรับการตั้งครรภ์ การรักษาครั้งนี้จึงเรียกได้ว่าแทบจะเป็นความหวังครั้งสุดท้ายของคนทั้งคู่ และแน่นอนว่าผม คือผู้แบกรับความหวังนั้น



     ในช่วงแรกที่คนไข้มาปรึกษา ผมได้เสนอทางเลือกที่เป็นไปได้หลายวิธีให้พวกเขาตัดสินใจ และสุดท้ายคนไข้ก็ยังยืนยันจะใช้วิธีเทคโนโลยีขั้นสูงช่วยในการเจริญพันธุ์ หรือ ART(Assisted Reproductive Technology) ซึ่งเป็นการฉีดฮอร์โมนเพื่อไปกระตุ้นรังไข่โดยตรง ทำให้มีไข่สมบูรณ์หลายใบ เพิ่มโอกาสที่จะมีไข่ที่สมบูรณ์เพื่อทำการฉีดเชื้อเข้าไปปฏิสนธินอกร่างกาย จนเกิดการปฏิสนธิกลายเป็นตัวอ่อน แล้วค่อยนำกลับเข้าไปฝังในโพรงมดลูกให้เกิดการเติบโตตามธรรมชาติต่อไป ฟังดูเหมือนจะเป็นเรื่องง่าย แต่สำหรับคนไข้รายนี้แล้ว เธอต้องเผชิญกับความผิดหวังอีกถึง 2ครั้งติดต่อกัน เพราะบังเอิญคนไข้มีถุงไข่เพียงใบเดียว ซึ่งผมพิจารณาแล้วว่าอาจจะต้องหยุดการรักษาเพราะโอกาสสำเร็จมีค่อนข้างน้อย แต่ทั้งคู่ก็ยังไม่ย่อท้อและยืนยันจะทำการรักษาต่อไป จึงเป็นหน้าที่ของผมที่จะหาวิธีทำให้ความฝันของทั้งคู่เป็นจริงให้ได้ การรักษาจึงเดินหน้าต่อไป



     หลังจากนั้นผมได้ฉีดฮอร์โมนให้เธอเพื่อกระตุ้นถุงไข่ใบเดียวและเก็บไข่ได้ 1 ใบ แทบไม่ต่างจากรอบเดือนธรรมชาติที่มีเพียง 1 ใบ  ไข่ที่ได้นั้นยังอยู่ในสภาพอ่อนไม่สมบูรณ์ ที่ไม่พร้อมต่อการฉีดน้ำเชื้ออีกด้วยเป็นความผิดหวังครั้งที่ 2 จึงเป็นจุดเปลี่ยนให้ผมเลือกวิธีไอวีเอ็ม (In Vitro Oocyte Maturation,IVM) มาช่วยเสริมการรักษา ไอวีเอ็ม เป็นวิธีการนำไข่อ่อนที่มีสภาพยังไม่สมบูรณ์มาเลี้ยงให้โตเต็มที่ในห้องปฏิบัติการด้วยน้ำยาและฮอร์โมน ซึ่งตามปกติแล้วถ้าเป็นการรักษาตามมาตรฐานปกติของเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์โดยทั่วไป หากไข่ไม่สมบูรณ์ก็ต้องทิ้งไป แต่ในรายนี้ผมนำไข่อ่อนออกมาเลี้ยงต่อ 24 ชั่วโมง ไข่ก็สมบูรณ์พร้อมต่อช่วยการปฏิสนธิ โดยทำการฉีดเชื้อเข้าไปปฏิสนธินอกร่างกาย หลังเสร็จสิ้นกระบวนการก็ย้ายตัวอ่อนเข้าไปฝังในโพรงมดลูกให้เจริญเติบโตต่อไป และจากผลการตรวจครั้งล่าสุดคนไข้รายนี้ก็ตั้งท้องสมใจ ปัจจุบันทั้งคู่มีความสุขมากและเฝ้ารอวันที่จะเห็นหน้าทารกน้อยที่พวกเขารอคอยมานาน และเมื่อถึงวันนั้น ไม่ว่าผมจะได้เป็นคนทำคลอดให้ทั้งคู่หรือไม่ แต่ภาพรอยยิ้มทั้งน้ำตาในวันที่พวกเขาทราบว่ามีอีกหนึ่งชีวิตอยู่ในท้อง ก็จะเป็นความทรงจำที่ดีของผมตลอดไป  เป็นนวตกรรมใหม่สำหรับการนำ ไอวีเอ็ม มาใช้ในการักษาต่อยอดจากการรรักษาตามมาตรฐานปกติของเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ คาดหวังว่าจะทำให้คุณพ่อคุณแม่ได้ลูกตามความสมใจมากขึ้น



     ส่วนอีกรายเป็นคนไข้หญิงสาวชาวไทย ถือว่าเป็นคนไข้ไอวีเอ็มคนแรกของประเทศก็ว่าได้ เธออายุยังน้อย อยู่ในวัยที่พร้อมเต็มที่ในการมีบุตร แต่เพราะเธอมีปัญหาบริเวณปีกมดลูก จนทำให้เกิดการท้องนอกมดลูกถึง 2 ครั้งทำให้ท่อนำไข่ทั้งสองข้างของเธอถูกตัดทิ้งไป นั่นหมายความว่า การตั้งครรภ์ตามธรรมชาติเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้สำหรับเธออีกแล้ว และเพื่อช่วยให้ความต้องการมีบุตรของครอบครัวนี้ประสบความสำเร็จ ผมได้เลือกวิธีทำเด็กหลอดแก้วในการรักษา คือ ใช้วิธีฉีดฮอร์โมนเพื่อให้มีไข่ตกหลายใบ ก่อนนำอสุจิมาทำการปฏิสนธินอกร่างกาย ก่อนย้ายตัวอ่อนเข้าโพรงมดลูกต่อไป แต่การรักษาไม่ราบรื่นอย่างที่คาด เพราะปรากฎว่ารังไข่ของคนไข้นั้นมีลักษณะพิเศษที่พบไม่บ่อยนัก เรียกว่า Polycystic Ovary หรือภาวะมีถุงไข่ขนาดเล็กในรังไข่มากกว่าปกติ ตามธรรมชาติแล้วผู้หญิงทั่วไปจะมีถุงไข่เพียงข้างละ 4-5 ถุง แต่รายนี้มีเป็นสิบ ทำให้หลังจากระตุ้นด้วยฮอร์โมนคนไข้มีไข่มากถึง 40 ฟองพร้อมกัน ซึ่งไม่ดีต่อร่างกายเพราะจะทำให้เกิดเส้นเลือดรั่วเป็นโรคแทรกซ้อนที่เรียกว่าบวมน้ำ จนอาจทำให้มีน้ำในช่องท้องมากกระทั่งลามไปท่วมปอดได้



    หลังจากอธิบายความเสี่ยงดังนี้ สามีคนไข้จึงตัดสินใจยุติการรักษา และนั่นก็เป็นครั้งแรกที่ผมได้แนะนำให้คนไข้ใช้วิธีไอวีเอ็ม ที่ไม่ต้องกระตุ้นด้วยฮอร์โมนให้มีไข่จำนวนมากพอ ลดความเสี่ยงของแม่ แค่เพียงนำไข่ที่ได้ออกมาเลี้ยงด้วยฮอร์โมนข้างนอกร่างกาย จนไข่สมบูรณ์พร้อมปฏิสนธิ จึงนำกลับเข้าสู่โพรงมดลูกให้เติบโตตามปกติ จนในที่สุดคนไข้รายนี้ก็ได้ทารกแฝดชายหญิง เติบโตอยู่ในครรภ์ การตั้งครรภ์เป็นไปอย่างเรียบร้อยจนกระทั่งถึงเดือนที่เจ็ด คนไข้เกิดปวดท้องต้องผ่าคลอด และแล้วทารกแฝดก็คลอดออกมาอย่างปลอดภัยแม้ต้องอยู่ในโรงพยาบาลระยะหนึ่ง จนเมื่อแข็งแรงดีก็กลับบ้านได้ ปัจจุบันตัวอ่อนในคราวนั้นยังถูกเก็บไว้ในห้อปฏิบัติการเลี้ยงตัวอ่อน หากคนไข้อยากมีลูกอีกเมื่อไหร่ก็สามารถกลับมาใช้ตัวอ่อนที่แช่แข็งไว้ได้เสมอ และนี่คือเรื่องราวของคนไข้ไอวีเอ็มรายแรกของไทยที่การตั้งครรภ์เกิดเมื่อปี 2551



      จะเห็นได้ว่า ไอวีเอ็ม คือ วิธีช่วยเหลือผู้มีบุตรยากทางเลือกหรือเสริมการรักษาในปัจจุบันที่น่าจะได้ผลดียิ่งขึ้นในปัจจุบันรวมทั้งเป็นวิธีที่ใกล้เคียงธรรมชาติและปลอดภัยมากที่สุด เพราะไม่ต้องเจ็บตัวหรือเสี่ยงกับผลแทรกซ้อนจากการฉีดฮอร์โมน ระยะเวลาที่ใช้ก็สั้นกว่าและค่าใช้จ่ายก็ถูกกว่าการฉีดฮอร์โมนด้วย และมาตรฐานการรักษาด้วยวิธีนี้ในประเทศไทยเองก็ถือว่าเป็นผู้นำในภูมิภาค นับเป็นอีกทางเลือกที่ดีมากสำหรับคู่แต่งงานที่ประสบปัญหามีบุตรยาก



ผู้เขียน: นพ.บุญแสง วุฒิพันธุ์ สูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภาวะมีบุตรยากและผ่าตัดผ่านกล้องทางนรีเวช โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท

ปรึกษาปัญหาโรคทางนรีเวชและเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์สำหรับผู้มีบุตรยากกับ นพ.บุญแสง ได้ที่อีเมล boonsaeng@samitivej.co.th หรือโทร.0-2711-8000

























Resource: Health @ Cusine Magazine

วันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

โรคมือ เท้า และปาก





          โรคนี้มีลักษณะ คือมีผื่นที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า และมีแผลในคอ บางรายมีแผลทั่วปาก ส่วนใหญ่พบในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี

ระยะฟักตัวของโรค
          ตั้งแต่ 3 ถึง 6 วัน

อาการ
          เริ่มแรกจะมีไข้ เจ็บคอ เจ็บในปาก เบื่ออาหาร น้ำลายไหล ตรวจร่างกายพบแผลที่คอ อีก 1-2 วัน ต่อมาจะมีผื่น ลักษณะเป็นจุดแดงๆ หรืออาจมีตุ่มน้ำใสปะปนด้วย ไม่เจ็บ ขึ้นที่ฝ่ามือและฝ่าเท้า ทั้ง 2 ข้าง ในบางรายอาจเป็นผื่นแดงตามลำตัวที่ก้นและขา  โรคจะดำเนินไปประมาณ 1 สัปดาห์ ก็จะค่อยๆ หายได้เอง

เชื้อที่เป็นสาเหตุ
-  ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อ Coxsachie A 16
-  ส่วนน้อยเกิดจากเชื้อ Enterovirus 71 ซึ่งมีอันตรายมากกว่าเพราะเชื้อตัวนี้อาจลุกลาม ทำให้มีเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เนื้อสมองอักเสบหรือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบได้

การติดต่อ
          เป็นโรคที่ติดต่อได้ง่าย เชื้อไวรัสนี้จะอยู่ในน้ำลายและอุจจาระของผู้ป่วย เชื้อเข้าสู่ร่างกายทางปาก  ในชุมชนที่แออัด หรือโรงเรียนอนุบาลที่มีเด็กจำนวนมาก จะพบการติดต่อแพร่กระจายของโรคได้บ่อย

การวินิจฉัย
          โดยอาศัยลักษณะอาการของโรค การวินิจฉัยที่จะยืนยันทำได้โดยการเพาะเชื้อไวรัสจากตุ่มในคอ  น้ำลายและอุจจาระของผู้ป่วย และการทดสอบปฏิกิริยาน้ำเหลือง

การรักษา
          ยังไม่มีวิธีการรักษาโดยจำเพาะ ต้องอาศัยการรักษาตามอาการและรักษาแบบประคับประคอง

วิธีป้องกัน
          ไม่สัมผัสกับเด็กที่ป่วย ไม่พาเด็กไปในที่มีคนมากๆ และสอนเด็กให้ล้างมือเมื่อออกจากห้องน้ำ และก่อนรับประทานอาหาร จะช่วยไม่ให้โรคแพร่กระจายต่อไป

ไวรัสโรตาคืออะไร?





ไวรัสโรตา คือ เชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง เป็นสาเหตุของโรคลำไส้อักเสบที่พบบ่อยในเด็กเล็กในประเทศไทยพบโรคนี้มากน้อยเพียงใด เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี  ที่รับไว้รักษาในโรงพยาบาลด้วยโรคท้องเสีย  พบเชื้อไวรัสโรตาเป็นสาเหตุถึงร้อยละ 40-50   พบมากที่สุดในเด็กอายุ 7-12 เดือน  และมักพบผู้ป่วยโรคนี้มากในช่วงเดือนที่มีอากาศแห้งและค่อนข้างเย็น (พฤศจิกายน – มกราคม)



เด็ก ๆ ติดเชื้อนี้ได้อย่างไร

ไวรัสโรตาสามารถแพร่กระจายได้อย่างง่ายดาย  เพียงแต่มือไปสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อนี้ เช่น ของเล่น  สิ่งของเครื่องใช้   หรือ พื้นผิวทั่วไป   แล้วนำเข้าปากก็ติดเชื้อได้แล้ว   เชื้อไวรัสโรตาสามารถมีชีวิตอยู่ได้ตามสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ได้นานเป็นวัน ๆ



เด็ก ๆ รับเชื้อไวรัสโรตาแล้วมีอาการอย่างไร


หลังจากได้รับเชื้อ 1-2 วัน  เด็กจะมีอาการอาเจียน  ไข้  ในระยะแรกอาการอาเจียนค่อนข้างรุนแรง  วันต่อมาจะมีท้องเสีย  ซึ่งอาจมีอาการรุนแรงได้เช่นเดียวกัน ทำให้พบอาการขาดน้ำและเกลือแร่ได้บ่อย ๆ  ส่วนใหญ่อุจจาระมีลักษณะเป็นน้ำ  กลิ่นคาว  ไม่ค่อยพบมีมูกเลือดปน    ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายได้ภายในเวลา 5-8 วัน



แพทย์ให้การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคนี้อย่างไร

เนื่องจากโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัส  ปัจจุบันยังไม่มียาฆ่าเชื้อไวรัสโรตา  คุณพ่อคุณแม่สามารถช่วยลูกน้อยของท่านในเบื้องต้นได้   โดยไม่ควรให้นมในขณะที่เด็กเริ่มมีอาการอาเจียน ควรให้น้ำเกลือแร่ทีละนิดทีละน้อย   ถ้ายังมีอาเจียน ควรพามาพบแพทย์ทันที   ถ้ามีอาการขาดสารน้ำและเกลือแร่  แพทย์มักจำเป็นต้องรับไว้ในโรงพยาบาล เพื่อให้สารน้ำและเกลือแร่ทางเส้นเลือดดำ



เราจะป้องกันไม่ให้เด็กติดเชื้อไวรัสโรตาได้อย่างไร


สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรให้ความสำคัญ คือ สุขอนามัยของสมาชิกในครอบครัว และบริเวณที่ลูกชอบเล่น  รวมทั้งของเล่นต่าง ๆ ในสถานเลี้ยงเด็กกลางวัน และโรงเรียนอนุบาล  มักพบว่าเป็นแหล่งแพร่กระจายของเชื้อ ควรสอนให้สมาชิกในครอบครัวและในโรงเรียนเห็นความสำคัญของการล้างมือก่อนและหลังรับประทานอาหาร  รวมทั้งหลังออกจากห้องน้ำ  ไม่ใช้อุปกรณ์ในการรับประทานอาหารและดื่มน้ำร่วมกัน



การเลี้ยงลูกด้วยน้ำนมแม่จะช่วยให้มีภูมิคุ้มกันโรคนี้ได้บ้าง

ในปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโรคไวรัสโรตา แนะนำให้ในเด็กอายุ 2-6 เดือน  ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถขอคำแนะนำได้จากกุมารแพทย์ในโรงพยาบาลชั้นนำทั่วไป   

Kawasaki Disease



               ในปี พ.ศ. 2510 นายแพทย์ Tomisaku Kawasaki ได้รายงานผู้ป่วยซึ่งเป็นที่รู้จักกันต่อมาในนามของ  Kawasaki disease หรือ mucocutaneous lymph node syndrome (MCLS, MLNS หรือ MCLNS) จากประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก  หลังจากนั้นได้มีรายงานของโรคนี้เพิ่มขึ้นอย่างมากมายในประเทศญี่ปุ่น  ตลอดจนในประเทศอื่นๆ ทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย  ในระยะแรกเข้าใจกันว่า Kawasaki disease เป็นโรคที่ถึงแม้จะมีอาการรุนแรงแต่ผู้ป่วยก็หายจากโรคได้เองโดยไม่ต้องรักษา  แต่ในระยะ 3 ปีหลังจากที่รู้จักโรคนี้กันแพร่หลายในประเทศญี่ปุ่น  พบว่าโรคนี้ทำให้เกิดการตายอย่างปัจจุบันทันด่วน  และที่สำคัญกว่านั้นคือ ผู้ป่วยจะตายไปโดยไม่มีผู้ใดคาดคิดในระยะที่กำลังจะหายจากโรค คือในระยะฟักฟื้นหรือระยะรองเฉียบพลัน  การพบครั้งนี้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในความเข้าใจเดิมของแพทย์เกี่ยวกับลักษณะทางคลีนิก และการดำเนินของโรคอันนำไปสู่การเฝ้าระวังและการรักษาที่ต่างไปจากระยะแรกๆ

สาเหตุของโรค
               แม้จะได้มีการศึกษาอย่าง  มากมายก็ตามสาเหตุของ Kawasaki disease จนถึงปัจจุบันยังไม่เป็นที่ทราบกัน

ลักษณะทางคลินิก
               Kawasaki disease มักเป็นในเด็กเล็ก โดย 80% ของผู้ป่วยจะมีอายุต่ำกว่า 5 ปี  median age ของ
ผู้ป่วยเท่ากับ 2 ปี พบในเพศชาย : เพศหญิง เท่ากับ 1.5 : 1 มีลักษณะทางคลินิกที่สำคัญคือ มีไข้สูงโดยมีระยะเวลาของการเป็นไข้นานตั้งแต่ 5 วัน ขึ้นไป ร่วมกับ

อาการอื่นๆ อีก 4 ใน 5 ข้อ  ดังต่อไปนี้

1. ตาแดง (ocular conjunctival injection) ทั้งสองข้าง
2.  การเปลี่ยนแปลงของริมฝีปากและในช่องปาก  ซึ่งอาจพบได้ดังนี้คือ ริมฝีปากแห้ง แดงแตก strawberry tongue และเยื่อบุในช่องปากแดง
3.  การเปลี่ยนแปลงของมือและเท้า  ซึ่งในระยะแรกจะพบฝ่ามือ ฝ่าเท้าแดงและ / หรือ ฝ่ามือ ฝ่าเท้าบวม ในระยะหลังประมาณวันที่สิบของโรคอาจพบการลอกของผิวหนังซึ่งจะเริ่มต้นที่บริเวณปลายนิ้วมือและนิ้วเท้า  ในระยะเดือนที่สองของโรคอาจพบการเปลี่ยนแปลงบริเวณเล็บที่เรียกว่า transverse furrow
4.  ผื่นบริเวณลำตัวซึ่งได้มีหลายแบบ (polymorphous exanthema) แต่ส่วนใหญ่จะเป็น morbilliform maculopapular rash
5.  ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอโต  อาจจะมีอาการแดงของผิวหนังบริเวณที่ต่อมน้ำเหลืองโตร่วมด้วย

               นอกจากนั้น Kawasaki Disease ยังมีลักษณะทางคลินิกอื่นๆ ที่เกิดจากการมีรอยโรคในอวัยวะระบบต่างๆ ของร่างกายจะพบการเปลี่ยนแปลงในอวัยวะระบบต่างๆ เรียงจากมากไปหาน้อย  ดังนี้ 
1.  Anterior uveitis  พบจากการตรวจ slit lamp ซึ่งพบได้สูงถึง 83% ในสัปดาห์แรกของโรค
2.  Pyuria และ urethritis ซึ่งพบได้ 70% ในระยะเฉียบพลัน  ทำให้ตรวจพบเม็ดเลือดขาวในปัสสาวะ  ซึ่งอาจพบได้มากถึง 100 เซลล์/มม.3 การตรวจปัสสาวะยังอาจพบ proteinuria ได้
3.   Arthralgia และ arttritis พบได้ 35 ถึง 40% มักพบได้ในสัปดาห์แรก  หรือในระยะรองเฉียบพลันและมักเป็นที่ข้อใหญ่ๆ เช่น เข่า ตะโพก ศอก บางครั้งจะมีน้ำในข้อร่วมด้วย  ซึ่งจะอยู่นานถึง  2 – 4 สัปดาห์ และหายได้เอง  น้ำในข้อมี neutrophil สูง   อาจสูงถึง   20,000–200,000 เซลล์/มม                                      
4.  Myositis และ myalgia
5.  Aseptic meningitis การเปลี่ยนแปลงในระบบประสาทกลางพบได้บ่อยโดยผู้ป่วยจะมีอาการหงุดหงิด  งุ่นง่าน  อารมณ์เปลี่ยนง่าย  ประมาณ 1 ใน 3 มีอาการง่วงซึม  บางรายอาจเป็นมากจนไม่รู้สติไปเลย  การตรวจน้ำไขสันหลังพบลักษณะของ aseptic meningitis ได้ประมาณ 25% ของผู้ป่วย
6. Diarrhea ในบางครั้งอาจมี bloody diarrhea
7. Abdominal pain
8. Myocardiopathy
9. Pericardial effusion
10. Obstructive jaundice
11. Hydrops of gallbladder
12. Hepaittis พบตับอักเสบได้ประมาณ 10% ผู้ป่วยจะมีอาการเหลือง และมี serum transaminase เพิ่มขึ้นเล็กน้อย
13. Acute mitral insufficiency
14. Myocardial infarction
15. Pneumonitis
16. Tympanitis

สำหรับการเปลี่ยนแปลงของการตรวจทางโลหิตวิทยาและชีวะเคมีของเลือด มีดังนี้คือ
1. จำนวนเม็ดเลือดขาว  และจำนวน neutrophil เพิ่มขึ้น
2. Hemoglobin ต่ำเล็กน้อย
3. ESR เพิ่มขึ้น
4. CRP เป็นบวก
5. Serum globulin สูงขึ้น
6. Thrombocyosis โดยจำนวนเกล็ดเลือดจะอยู่ระหว่าง 500,000 – 3,000,000 /มม3
7. ASO ไม่สูง

การวินิจฉัยโรค
               การวินิจฉัย Kawasaki disease ขึ้นกับลักษณะทางคลินิกต่างๆ ของโรคดังกล่าวมาแล้ว  ซึ่งอาจจะให้การวินิจฉัยได้ยากในระยะแรกของโรคที่ยังไม่มีอาการชัดเจน  นอกจากนั้นจะต้องวิเคราะห์แยกโรคที่มีส่วนคล้ายคลึงกันออกไปเช่น scarlet fever, staphylococcal scalded skin syndrome, toxic shock syndrome, measles, leptospirosis, Stevens-Johnson syndrome, juvenile rheumatoid arthritis เป็นต้น

โรคแทรกซ้อน
               โรคแทรกซ้อนที่สำคัญและอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตคือ  โรคแทรกซ้อนทางหัวใจได้แก่ anuerysm ของ coronary arteries และ large arteries อื่น , aneurysmal rupture, hemopericadium, coronary thrombosis, myocarditis, pericardial effusion, cardiac tamponade, arrhythmia และ mitral valve disease  การตายในระยะต้นเกิดจาก myocarditis และความผิดปกติของ conducting system เป็นส่วนใหญ่  ส่วนการตายในระยะหลังคือ สัปดาห์ที่ 2 – 4  เกิดจาก myocardial ischemia, acute myocardial infarction จาก aneurysmrupture หรือ thrombosis

                                                                                                                              

การรักษา
               การดูแลรักษาผู้ป่วย Kawasaki disease ควรจะเป็นการดูแลร่วมกันระหว่าง กุมารแพทย์  และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางโรคหัวใจเด็ก พบว่า Intravenous gammaglobulin (IVIG) ในขนาดสูงสามารถป้องกันโรคแทรกซ้อนทาง coronary artery ของผู้ป่วย Kawasaki disease โดยให้ในขนาด 2 กรัม/กก. ครั้งเดียว  ในกรณีที่ไข้ ไม่ลงใน 48 ชั่วโมง สามารถใชซ้ำได้อีกครั้ง และให้ aspirin 80-100 มก./กก. ในระยะเฉียบพลันของโรค และลดเป็น 5 มก./กก./วัน อีก 6-8 สัปดาห์



การพยากรณ์โรค
               ในผู้ป่วยที่ไม่พบโรคแทรกซ้อนของหลอดเลือดหัวใจจะมี Complete recovery ในเด็กส่วนใหญ่ที่มีโรคแทรกซ้อนทางหัวใจมักจะสบายดีไม่มีอาการ จากการรวบรวมในญี่ปุ่นพบว่า 1-2 % ของผู้ป่วย Kawasaki disease เสียชีวิตจากโรคแทรกซ้อนทางหัวใจซึ่งมักเกิดใน 1-2 เดือน แต่การพยากรณ์โรคในระยะยาวยังไม่ทราบ

ภัยใกล้ตัว ที่ไม่ควรมองข้าม... โรคหลอดเลือดหัวใจ

          โลกเปลี่ยนแปลง ค่านิยมเปลี่ยนไป เสียงสะท้อนจากสังคมในยุคสมัยเต็มไปด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้ช่วงชีวิตการทำงานของหลายๆ คนที่ต้องอยู่ภายในออฟฟิศ นั่งโต๊ะคอมพิวเตอร์ เรียนรู้การเปลี่ยนแปลงของสังคมจนอาจหลงลืมไปว่า... ร่างกายของคุณกำลังต้องการการดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษจากตัวคุณเองมากที่สุดในยามนี้้

          เมื่อความแข็งแรงของร่างกายขาดภูมิคุ้มกัน เวลาในการออกกำลังกายไม่มี ช่วงเวลาเร่งด่วนของสังคมเมืองกับมื้ออาหารยอดนิยมจำ พวกฟาสต์ฟู้ดส์นั่นล่ะครับ.. พฤติกรรมมนุษย์เงินเดือนในสังคมปัจจุบันที่คุณอาจไม่คาดคิดถึงโรคภัยไข้เจ็บที่จะถามหาโดยเฉพาะ “โรคหลอดเลือดหัวใจ” สาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปีและเป็นปัจจัยให้ช่วงอายุของคนในปัจจุบันเริ่มมีอาการของโรคหัวใจอยู่ในวัยที่ไม่สูงมากนัก เรียกว่าโอกาสความเสี่ยงเข้าขั้นวิกฤตก็ว่าได้ ในช่วงเดือนแห่งความรักนี้ ผมจึงอยากให้คุณผู้อ่านเริ่มต้นด้วยการรักตัวเอง หมั่นดูแลสุขภาพร่างกายบ้าง และเรียนรู้รับทราบข้อมูลในเบื้องต้นก่อนที่จะให้คนอื่นต้องมาดูแลเราเมื่อร่างกายอ่อนแอ

          ผมขออธิบายง่ายๆ ว่าโรคหลอดเลือดหัวใจมี สาเหตุมาจาก plaque เกาะอยู่ด้านในของเส้น เลือดซึ่งเกิดขึ้นจากไขมัน คอเลสเตอรอลและสารอื่นๆ ทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า atherosclerosis หรือเป็นภาวะที่เส้นเลือดแข็งกว่าปกติ Plaque คือต้นเหตุที่ทำให้เส้นเลือดแดงตีบลง และปริมาณเลือดที่ไหลไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจน้อยลงและอาจจะเกิดลิ่มเลือดไปเกาะที่ผนังเส้นเลือด เกิดภาวะอุดตันในเส้นเลือดส่งผลให้หัวใจขาดเลือด เส้นเลือดหัวใจตีบหรืออุดตันจนคุณเกิดอาการเจ็บแน่นหน้าอก (angina) หรือ หัวใจวาย (heart attack) ได้ในที่สุด


ข้อบ่งชี้หรือสัญญาณเตือนที่คุณควรทราบ
          ส่วนใหญ่อาการที่พบบ่อยที่สุดของโรคเส้นเลือดหัวใจคือ อาการเจ็บหน้าอกหรือที่เรียกว่า angina จะมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกหรือเจ็บบีบๆ อยู่ในอก ลักษณะอีกอย่างหนึ่งคือ การปวดร้าวไปตามหัวไหล่ แขน คอ คาง และ หลัง โดยอาการจะแย่ลงเมื่อมีการออกแรงแต่จะดีขึ้นเมื่อได้พัก

          ขณะที่อาการอีกแบบที่พบมาก คือการหายใจไม่ทัน หอบเหนื่อยง่าย หากปล่อยให้เกิดโรคเส้นเลือดหัวใจไปนานๆ เมื่อกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแอลง จะส่งผลให้เกิดภาวะหัวใจล้มเหลว heart failure ซึ่งหัวใจจะไม่สามารถปั๊มเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ เมื่อจังหวะการเต้นของหัวใจผิดปกติ


ปัจจัยเสี่ยงหลักๆ ที่ต้องพึงระวัง
          ความเสี่ยงมักมาพร้อมกับการดูแลร่างกายที่ผิดพลาดหรือไม่คำนึงถึงผลกระทบที่ตามมา ดังนั้น สิ่งที่คุณไม่ควรมองข้ามและควรที่จะหันมาทบทวน มีดังนี้
          • ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูง โดยมีระดับ LDL cholesterol สูง และ HDL cholesterolตํ่ากว่าปกติ
          • ความดันโลหิตสูงจากเกณฑ์วัด 140/90 mmHg. ขึ้นไป
          • ภาวะเส้นเลือดแข็งกว่าปกติ ความดันโลหิตสูงขึ้นเนื่องจากการสูบบุหรี่
          • โรคเบาหวาน
          • นํ้าหนักเกินมาตรฐาน
          • ภาวะ Metabolic syndrome กลุ่มอาการที่เกี่ยวข้องกับความอ้วน
          • การไม่ออกกำลังกาย ช่วงอายุที่มากกว่า 45 ปีของผู้ชายและผู้หญิงเมื่ออายุมากกว่า 55 ปี
          • ประวัติคนในครอบครัวมีคนเป็นโรคหัวใจตั้งแต่อายุน้อย

ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่ควรพิจารณา
          C-reactive protein (CRP) ระดับโปรตีนที่สูงกว่าปกติ แสดงถึงว่ามีการอักเสบหรือการบาดเจ็บของเส้นเลือดซึ่งมีความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจมากขึ้น
          Sleep apnea เป็นความผิดปกติของระบบการหายใจในขณะนอนหลับ อาจหายใจสั้นตื้น หรือหยุดหายใจขณะนอนหลับ
          Homocysteine เป็นกรดอะมิโนที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อใช้สร้างและทดแทนเนื้อเยื่อที่ตายแล้ว ถ้ามีระดับสารนี้สูงเกินไปจะมีความเสี่ยงของโรคหัวใจได้
          Fibrinogen เป็นโปรตีนที่จำเป็นในการทำให้เกิดลิ่มเลือด แต่ถ้ามีมากเกินไปจะทำให้มีการเกาะตัวของเกล็ดเลือดและก่อให้เกิดการอุดตันของเส้นเลือดทั้งที่สมองหรือหัวใจได้ Lipoprotein (a) เป็นสารที่ถูกสร้างขึ้นเมื่อไขมัน LDL ไปเกาะกับโปรตีน ทำให้กลไกการป้องกันลิ่มเลือดผิดปกติ ความเครียดจากการทำงานหรือครอบครัวหรือการดื่มแอลกอฮอล์ของมึนเมา


ระบบขั้นตอนการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ
          สิ่งสำคัญที่สุดต้องบอกว่า คุณต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทั้งระบบ ด้วยการรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอและในบางรายอาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาโดยการทำหัตถการตามความจำเป็น ซึ่งมีเป้าหมายในการรักษาเพื่อลดอาการต่างๆ จากสาเหตุหลักของปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ที่จะทำให้เกิดการอุดตันของเส้นเลือดลดความเสี่ยงในการเกิดลิ่มเลือดซึ่งจะไปอุดตันเส้นเลือดหัวใจทำให้เกิดหัวใจวาย การทำให้เส้นเลือดขยายมากขึ้นหรืออาจจะต้องทำ bypass และป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากเส้นเลือดหัวใจ

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม Lifestyle Changes
1. การควบคุมอาหารตามหลัก TLC Therapeuticlifestyle change
          • รับประทานอาหารที่ช่วยลดความดัน งดทานอาหารเค็มหรือโซเดียมสูง ลดของมันๆ
          • ควบคุมระดับคอเลสเตอรอลให้ตํ่ากว่า 200มิลลิกรัมต่อวัน
          • ให้มีไขมันอิ่มตัวในอาหาร <7% และไขมันทั้งหมดน้อยกว่า 25-35 % ของแคลอรีทั้งหมด
          • รับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์ให้มากขึ้น เช่นข้าวกล้อง ผัก ผลไม้ ถั่วต่างๆ
          • รับประทานปลาให้มากขึ้น 2-3 มื้อต่อสัปดาห์เพื่อเพิ่ม omega-3
          • งดสูบบุหรี่ งดการดื่มแอลกอฮอล์เพราะจะทำให้ความดันขึ้นและไขมันไตรกลีเซอร์ไลด์สูง

2. การควบคุมนํ้าหนักให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมพยายามลดนํ้าหนักให้ได้ 7-10 % ในเวลาสามเดือนและเพิ่มการออกกำลังกายเป็นประจำ อาจปรึกษาแพทย์ก่อนว่าสามารถออกได้มากน้อยแค่ไหน เช่น การเดินเร็ว เต้นรำปั่นจักรยาน ทำสวน ประมาณ 30 นาที อย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์

3. เรียนรู้วิธีจัดการกับความเครียด ซึ่งมีผลต่อการเกิดภาวะหัวใจวายได้ โดยเฉพาะเวลาโกรธหรือโมโหซึ่งทางหนึ่งที่ช่วยให้คลายเครียดได้คือ การออกกำลังกาย นั่งสมาธิความจริงแล้วโรคหลอดเลือดหัวใจหากคุณใส่ใจและหมั่นดูแลสุขภาพของตนเองอย่างจริงจัง ผมเชื่อว่าโรคร้ายที่น่ากลัวสำหรับใครหลายๆ คนคงอาจเป็นเพียงแค่โรคภัยเล็กๆ ที่ไม่สามารถทำร้ายร่างกายคุณได้

          ความจริงแล้วโรคหลอดเลือดหัวใจหากคุณใส่ใจและหมั่นดูแลสุขภาพของตนเองอย่างจริงจัง ผมเชื่อว่าโรคร้ายที่น่ากลัวสำหรับใครหลายๆ คนคงอาจเป็นเพียงแค่โรคภัยเล็กๆ ที่ไม่สามารถทำร้ายร่างกายคุณได้

Remark
- LDL cholesterol คือ ไขมันชนิดไม่ดี ที่เกาะติดเส้นเลือด
- HDL cholesterol คือ ไขมันชนิดดี ที่ช่วยป้องกันโรคหัวใจหลอดเลือด พบได้ในอาหารที่มี โอเมก้า 3 เช่น ปลา ถั่วบางชนิดและ flax seed เป็นต้น

ข้อมูลเพิ่มเติม
- โรคหลอดเลือดหัวใจ ตอนที่ 1 กลไกลการเกิด อาการ และความเสี่ยง
- โรคหลอดเลือดหัวใจตอนที่ 2 การตรวจวินิจฉัยด้วยเครื่องมือต่าง ๆ
- โรคหลอดเลือดหัวใจ ตอนที่ 3 การรักษา

เรื่องของหัวใจ

"โรคหัวใจ" คุณป้องกันได้ ทำไมต้องรอ!
                หากเทียบจากสถิติทั่วโลกประชากร 1 ใน 5 คนเป็นโรคหัวใจ ทุก 10 นาที โดยเสียชีวิตด้วยอาการกล้ามเนื้อหัวใจตายอย่างเฉียบพลัน สำหรับในประเทศไทยนั้นโรคหัวใจมาเป็นอันดับ 3 ที่คร่าชีวิตคนนับหมื่นในแต่ละปี ลองคำนวณดูสิว่า ... หัวใจคุณเต้นมากี่ครั้งแล้วตั้งแต่คุณเกิดมา อย่างเช่น คนที่อายุเกิน 65 ปี ไปแล้ว หัวใจจะเต้นไปแล้วกว่าสองพันล้านครั้ง! “หัวใจ” จึงเป็นอวัยวะชิ้นสำคัญในร่างกายของคุณ หรือถ้าให้อธิบายง่ายๆ ก็ขอบอกว่าหัวใจนั้นเสมือน “ปั๊มนํ้า” ทำหน้าที่ปั๊มเลือดและสารอาหารไปหล่อเลี้ยงร่างกายของเรา ระบบการทำงานเริ่มตั้งแต่แรกเกิด และทำงานต่อเนื่องอย่างสุดชีวิตโดยไม่มีวันหยุด ดังนั้นคุณจึงควรรู้ระบบการทำงานของปั๊มนํ้ามหัศจรรย์เครื่องนี้ และหาวิธีหลีกเลี่ยงความเสื่อมโทรมที่อาจเกิดขึ้นได้เพราะถ้าซ่อมแซมไม่ได้ สุดท้ายก็พังในที่สุด


รู้จักหัวใจกันดีพอหรือยัง
                หัวใจคือ กล้ามเนื้อชนิดหนึ่งในร่างกายของเรามีลักษณะทรงกรวยและกลวง อยู่บริเวณกลางทรวงอก 2/3 ไปทางซ้าย หัวใจปกติมีขนาดประมาณเท่ากำปั้นของแต่ละคนเฉลี่ยแล้วหัวใจของผู้หญิงจะหนักประมาณ 250-300 กรัม ส่วนผู้ชายหนักประมาณ 300-350 กรัมหรือเท่ากับ 0.5% ของนํ้าหนักตัวคุณ โดยระบบการเต้นของหัวใจปกติจะประมาณ 70 ครั้งต่อนาที

                ปกติแล้วหัวใจมี 4 ห้อง ได้แก่ หัวใจห้องบนขวา (right atrium) หัวใจห้องบนซ้าย (left atrium) หัวใจห้องล่างขวา (right ventricle) และหัวใจห้องล่างซ้าย (left ventricle) กล้ามเนื้อหัวใจมีลักษณะพิเศษที่สามารถสร้างกระแสไฟฟ้าได้เอง ซึ่งปกติจะผลิตมาจากกลุ่ม cell ที่หัวใจห้องขวาบน ที่เรียกว่า sinus node หรือ SA node โดยมีอัตราการปล่อยไฟฟ้าประมาณ 60-100 ครั้งต่อนาที และเมื่อมีการผลิตไฟฟ้าผ่านไปตาม cell หัวใจแล้ว หัวใจก็จะบีบตัวรับเลือดดำ หรือเลือดที่ถูกใช้ oxygen ไปแล้ว เข้าสู่ห้องบนขวา ไหลผ่านลงหัวใจห้องล่างขวา เพื่อฉีดเลือดไปยังปอดและฟอกเลือด โดยเลือดที่ฟอกแล้วหรือเลือดแดงจะไหลกลับเข้าหัวใจห้องซ้ายบน สุดท้ายก็ไหลลงหัวใจห้องล่างซ้าย เพื่อสูบเลือดไปเลี้ยงร่างกายต่อไป

สาเหตุหลักของโรคหัวใจ
                โรคหัวใจสามารถเกิดขึ้นได้จากปัญหาต่างๆ มากมายที่ส่งผลกระทบต่อหัวใจและหลอดเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงหัวใจของคุณ โรคหัวใจที่ควรรู้มีดังนี้
             • Coronary artery disease (CAD) คืออาการเส้นเลือดหัวใจตีบ จากการที่มีไขมันไปเกาะที่ด้านในของหลอดเลือด ทำให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจได้ไม่เพียงพอ CAD จะนำไปสู่อาการ Angina หรือการปวดบริเวณหน้าอกด้านซ้าย รู้สึกแน่นๆ หนักๆ และอาจมีอาการปวดร้าวไปที่แขน ไหล่ ใต้คาง ด้านซ้าย บางครั้งมีอาการจุกเสียดแน่นท้องเหมือนอาหารไม่ย่อย อาการมักจะเป็นมากขณะออกกำลังกาย พักแล้วจะดีขึ้น
             • Heart attack คือ การที่หลอดเลือดหัวใจตีบรุนแรงหรืออุดตันเฉียบพลัน ทำให้เลือดไม่สามารถผ่านเข้าสู่หัวใจได้เลย ทำให้มีการตายของ cell กล้ามเนื้อหัวใจ หากไม่รีบไปโรงพยาบาล จะทำให้เสียชีวิตฉับพลันได้
             • Heart failure คือการที่หัวใจไม่สามารถปั๊มเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้เพียงพอ ทำให้อวัยวะต่างๆ ในร่างกายขาดเลือด อาการที่พบเห็นโดยทั่วไปคือนํ้าท่วมปอด ซึ่งจะมีอาการหายใจขัดๆ เหมือนได้รับ oxygen ไม่เพียงพอ นอนราบแล้วเหนื่อยต้องลุกขึ้นมานั่งหายใจ หรือต้องลุกขึ้นมาหายใจตอนกลางดึก มีอาการบวมที่ เท้า ข้อเท้า และขา และจะมีอาการเหนื่อยมากตลอดเวลา ทั้งที่ไม่ได้ทำงานหรือออกกำลังกายอย่างหนัก นอกจากนี้อาจมีอาการอ่อนเพลียมาก หรือความดันตํ่า
             • Heart arrhythmias คือ การเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ โดยกระแสไฟฟ้าหัวใจที่ผลิตออกมานั้นมาจากส่วนอื่นที่ไม่ใช่ SA node ทำให้เกิดอาการใจสั่น หน้ามืดเป็นลม หายใจหอบ

                ฉะนั้นสิ่งที่คุณควรระวังหากมีอาการผิดปกติในร่างกาย ควรรีบปรึกษาแพทย์หรือหมั่นตรวจเช็คร่างกายสมํ่าเสมอ ซึ่งจากสถิติพบว่า 25% ของคนที่เป็นโรคหัวใจไม่มีอาการเตือน บางคนรู้ตัวก็อาจสายเกินแก้ไปแล้ว


นายแพทย์แมน จันทวิมล
อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจ
โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท


                “คุณหมอคนเก่งของไอเกิลฉบับนี้คือคุณหมอแมน นอกจากคุณหมอจะเป็นแพทย์วุฒิบัตรทางโรคหัวใจและหลอดเลือดจากประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ว คุณหมอคนเก่งของเรายังเป็นสมาชิกราชวิทยาลัยอายุรแพทย์และศัลยแพทย์สาขาโรคหัวใจแห่งประเทศแคนาดา มีความเชี่ยวชาญด้านการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตันโดยไม่ต้องผ่าตัดแต่ใช้วิธีการทำบอลลูน (Balloon)และขดลวด (Stent) แทน รวมถึงการรักษาโรคหัวใจล้มเหลว คุณหมอบอกว่า “โรคหัวใจนั้น ไม่มี quick fix แน่นอน ผู้ป่วยโรคหัวใจต้องเปลี่ยนพฤติกรรมจากการทำ ร้ายตัวเองทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว เช่น สูบบุหรี่ ไม่ออกกำ ลังกาย รับประทานอาหาร cholesterol สูง ให้หันกลับมาดูแลตัวเองมากขึ้น” คุณหมอแมนยังบอกอีกด้วยว่าคนส่วนใหญ่ “ดูแลเรื่อง อื่นๆ ของตัวเองดี แต่ไม่ดูแลหัวใจของตัวเอง” คุณหมอฝากเตือนท่านผู้อ่าน ไอเกิล ทุกท่านให้รักหัวใจและถนอมหัวใจให้แข็งแรงกันด้วยนะคะ


วิทยาการการตรวจรักษาโรคหัวใจ
คุณรู้หรือไม่โรคหัวใจสามารถตรวจรักษาตั้งแต่อาการเริ่มต้นได้
                Stress test การทดสอบนี้สามารถวินิจฉัยได้ว่าเส้นเลือดหัวใจดีหรือตีบตันและสามารถตรวจสอบความฟิตของร่างกายและการตอบสนองของร่างกายต่อการออกกำลังได้การตรวจแบบฉีดสีเข้าเส้นเลือด (Coronary Artery Angiography-CAG) หรือเรียกว่าการตรวจสวนหัวใจ เป็นการตรวจดูหลอดเลือดหัวใจในกรณีที่ผู้ป่วยน่าสงสัยว่ามีเส้นเลือดตีบรุนแรง หรือหลังพบว่าเป็น heart attack ในกรณีที่มีเส้นเลือดตีบมาก สามารถรักษาภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบด้วยการขยายหลอดเลือดด้วยบอลลูนหรือใส่ขดลวดต่อไป

รู้ได้อย่างไรว่าเป็นผู้มีความเสี่ยงสูง
                คนที่มีความเสี่ยงพื้นฐานในการเป็นโรคหัวใจ คือ คนที่เป็นโรคเบาหวาน มีไขมันโลหิตสูง ความดันโลหิตสูง สูบบุหรี่ หรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจขณะอายุยังน้อย คนกลุ่มนี้ควรหมั่นตรวจร่างกายและหัวใจเป็นประจำอยู่แล้ว แต่คนที่ไม่อยู่ในข่ายของความเสี่ยงสูงนี่ล่ะมีโอกาสเป็นโรคหัวใจได้ไหม?

                คำตอบคือ “ได้” ปัจจุบันมีการตรวจแบบใหม่ที่เรียกว่า High Sensitivity C-Reactive Protein หรือ hsCRP ซึ่งคุณสามารถตรวจหาอัตราเสี่ยงของหลอดเลือดหัวใจได้ดียิ่งขึ้น มารู้จัก hsCRP กันดีกว่า การตรวจ hsCRP เป็นการตรวจหาระดับของโปรตีนที่มีชื่อว่า C-reactive Protein (ซี-รีแอคทีฟโปรตีน) ซึ่งเป็นโปรตีนที่มีอยู่ในเลือดของเรา แต่ละคนมีระดับ CRP ไม่เท่ากัน หากเซลล์อักเสบอย่างต่อเนื่องระดับ CRP ก็จะสูงตามซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นและพัฒนาไปสู่โรคร้ายหลายๆ ชนิดได้ เช่น มะเร็ง การเกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็งและนำไปสู่การเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจในที่สุด

                ส่วนข้อดีของ hsCRP นั้นชื่อก็บอกแล้วว่า มีความไวสูง (high sensitive) คือสามารถตรวจหาอาการอักเสบของเซลล์ในระดับตํ่ามากๆ หรือ micro-inflammation ก็สามารถตรวจหาพบจึงเหมาะกับการตรวจเพื่อป้องกันมากกว่าจะรอให้เกิดอาการแล้วสายเกินแก้ ทั้งนี้เนื่องจากไขมันในเส้นเลือดที่มีอาการอักเสบ (micro inflammation) จะมีความเสี่ยงสูงในการเกิดการอุดตันของหลอดเลือดแบบเฉียบพลัน (heart attack) เมื่อเทียบกับไขมันที่ไม่มีการอักเสบ การหาค่า hsCRP สามารถตรวจได้ง่ายโดยการเจาะเลือดทั่วไป

                ข้อควรระวังก่อนการตรวจ hsCRP ต้องให้แน่ใจว่าวันที่ทำการตรวจ คุณไม่มีไข้และไม่มีอาการอักเสบบริเวณใดๆ ของร่างกายมิฉะนั้นการตรวจอาจมี false positive ได้ความสุขของแต่ละช่วงชีวิตคือ การมีร่างกายที่แข็งแรง ซึ่งสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือปัญหาสุขภาพ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องรอคอยโรคภัยไข้เจ็บ หรืออาการของโรคมาเตือนเพื่อถามหาการรักษา ในเมื่อยุคนี้สมัยนี้วิทยาการทางการแพทย์กับวิถีทางการป้องกันเจริญก้าวหน้า

                สุดท้ายคงขึ้นอยู่กับว่า... คุณมีความพร้อมและใส่ใจในสุขภาพร่างกาย ตัวเองแค่ไหนเท่านั้นเอง

วางแผนดูแลสุขภาพ... ให้ลูกน้อย

โรคไข้หวัดใหญ่ 2009

   

ติดต่อได้โดยการไอหรือจามรดกันโดยตรง หรือการติดต่อผ่านทางมือที่สัมผัสของปนเปื้อน เสมหะ น้ำมูก น้ำลาย เช่น ลูกบิดประตู ราวบันได โทรศัพท์ โต๊ะ เก้าอี้ แป้นคอมพิวเตอร์ ไมโครโฟน เป็นต้น แล้วใช้มือแคะจมูก ขยี้ตา ป้ายปาก โดยไม่ได้ล้างมือด้วยสบู่ หรือ แอลกอฮอล์เจลก่อน




อาการ

ไข้ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก คัดจมูก อาจมีอาเจียน หรือท้องเสียร่วมด้วย ในรายที่มีอาการรุนแรง จะมีอาการหายใจลำบาก หอบเหนื่อย อาจเสียชีวิตได้



การป้องกันไข้หวัดใหญ่ 2009 
1.   ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือ แอลกอฮอล์เจล เพื่อฆ่าเชื้อโรค
2.   หลีกเลี่ยงการคลุกคลี ใกล้ชิดกับผู้ป่วยไข้หวัด หรือในที่ชุมชนหนาแน่น หากจำเป็นให้สวมหน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันการติดเชื้อ
3.   ปิดปาก ปิดจมูก ด้วยกระดาษทิชชู เมื่อไอจาม และต้องล้างมือทุกครั้ง
4.   หลีกเลี่ยงการใช้ของร่วมกัน เช่น แก้วน้ำ หลอดดูดน้ำ ช้อน ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัวร่วมกับผู้อื่น (กินร้อน-ช้อนกลาง-ล้างมือ)
5.   ดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ และพักผ่อนให้เพียงพอ


ผู้ปกครอง ควรนำลูกหลานมาฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ อย่างน้อยปีละครั้ง เพราะจะมีการพัฒนาในตัววัคซีนในทุกๆปี



  







ฤดูหนาว..ระวังอีสุกอีใสระบาดในเด็กเล็ก

            จากรายงานของ ‘ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ’ ให้ข้อมูลว่า ‘อีสุกอีใส’ เกิดจากเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า ‘Varicella virus’ มักระบาดในช่วงฤดูหนาวถึงต้นฤดูร้อน และพบประปรายได้ตลอดปี สามารถเกิดได้กับคนทุกวัย แต่มักเกิดขึ้นกับเด็กมากกว่าผู้ใหญ่ ติดต่อกันได้โดยการไอ จาม สัมผัสเนื้อตัว หรือใช้ของร่วมกับคนที่เป็นอีสุกอีใสอยู่

อาการ
         มีไข้ต่ำ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร มีผื่นขึ้นที่ผิวหนัง สามารถลามได้ทุกส่วนของร่ายกาย โดยเริ่มแรกจะขึ้นเป็นผื่นแดงราบ ต่อมาจะกลายเป็นตุ่มนูนมีน้ำใสๆ ข้างใน มีอาการคัน จากนั้นจะกลายเป็นตุ่มหนองอยู่ 2-4 วัน ก็จะตกสะเก็ด

         ถึงแม้ว่า ‘อีสุกอีใส’ สามารถรักษาให้หายได้โดยใช้เวลา 1-2 สัปดาห์ แต่ก็ส่งผลเสียต่อร่างกายเราได้ คือ เชื้ออาจหลบอยู่ที่ปมประสาท ซึ่งอาจเกิดโรค ‘งูสวัด’ ภายหลังได้ บางรายเชื้อแบคทีเรียที่แทรกซ้อน ทำให้เกิดภาวะโลหิตเป็นพิษ และปอดบวมได้ แต่ที่เห็นได้ชัดอาจมีรอยแผลเป็นที่ทิ้งไว้บนผิวหนังมีผลต่อภาพลักษณ์ในอนาคตได้ ซึ่งปัจจุบัน อีสุกอีใส สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีน ซึ่งจะเป็นผลดีสำหรับเด็กที่มีอายุระหว่าง 1-12 ปี ที่ยังไม่เคยเป็นอีสุกอีใสมาก่อน เพราะเด็กวัยนี้จะมีการสร้างภูมิต้านทานที่ตอบสนองกับวัคซีนได้ดี

     

ใครคือเด็กกลุ่มเสี่ยงที่ควรได้รับการวัดสายตา
        เนื่องจากเด็กๆ ไม่สามารถมองปัญหาได้ชัดเจนเหมือนผู้ใหญ่ ดังนั้นการทราบว่าเด็กคนใดเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ควรรับการตรวจสายตาจากจักษุแพทย์จึงมีความสำคัญ เพื่อให้เด็กได้รับการแก้ไขเรื่องการมองเห็น และเป็นการป้องกันปัญหาเรื่องสายตาขี้เกียจ
- เด็กที่ชอบเอียงคอ นั่งใกล้ หรือรี่ตาดูทีวี
- เด็กบ่นดูกระดานไม่ค่อยชัด
- เด็กบ่นว่าปวดศรีษะ ปวดตาบ่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อกลับจากโรงเรียน หรือหลังทำการบ้าน หรืออ่านหนังสือ
คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตุว่า บุตรหลานของท่านมีความจำเป็นต้องรับการตรวจตา และการวัดสายตา เพื่อการพัฒนาการมองเห็นสูงสุด ก่อนที่จะมีปัญหาเรื่องตาขี้เกียจตามมา




OUR SPECIALIST DOCTORS
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญกุมารเวชกรรม – โรคติดเชื้อในเด็ก
•    ศ.เกียรติคุณ นพ.เสน่ห์ เจียสกุล


แพทย์ผู้เชี่ยวชาญกุมารเวชกรรม – โรคระบบทางเดินหายใจเด็ก
•    นพ.อนุพันธ์ ตันทชุนห์
•    นพ.ฐิติกุล หิรัญรัศ