วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

เลือดออก ปวดท้อง อย่ามองข้าม






 “อยู่ดีๆ ทำไมมีเลือดไหลออกมา” ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้กับคุณผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์คงทำให้เสียขวัญกำลังใจกันน่าดู เพราะกลัวว่าตัวเองจะแท้ง แล้วลูกจะยังอยู่กับเราหรือไม่ อาการเลือดออกตอนตั้งครรภ์จึงเป็นภาวะที่คุณแม่เป็นกังวลมากที่สุดเรื่องหนึ่ง และถือเป็นเรื่องฉุกเฉินที่ต้องไปพบแพทย์ทันที

ภาวะฉุกเฉินระหว่างตั้งครรภ์
คือภาวะหรืออาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด และไม่สามารถป้องกันได้ แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มที่มีเลือดออก และกลุ่มที่มีอาการปวดท้อง

กลุ่มที่มีเลือดออกระหว่างตั้งครรภ์
โดยอาจมีอาการปวดหน่วงๆ บริเวณท้องน้อยร่วมด้วย อันเนื่องมาจากภาวะ
  • แท้งคุกคาม คือการตั้งครรภ์ที่มีเลือดออกทางช่องคลอด ทั้งที่ปากมดลูกยังไม่เปิด เป็นอาการที่พบได้บ่อยในช่วงตั้งครรภ์ไตรมาสแรก อาจมีอาการปวดท้องน้อยร่วมกับมีเลือดออกกะปริบกะปรอย และอาการจะมากขึ้นจนกระทั่งตกเลือดมากได้ หากคุณแม่พบว่ามีเลือดออกทางช่องคลอด ให้รีบไปพบแพทย์ เพื่อตรวจดูทารกในครรภ์ทันที
  • ท้องลม คือการตั้งครรภ์ที่ไม่มีตัวเด็ก หรือเรียกว่าภาวะไข่ฝ่อ ทำให้การตั้งครรภ์ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้จนถึงครบกำหนดคลอด สุดท้ายก็จะมีการแท้งเองตามธรรมชาติโดยแพทย์จะสามารถตรวจได้ว่าเป็นท้องลมหรือไม่ ด้วยการตรวจภายในและอัลตราซาวนด์
  • ท้องนอกมดลูก มีอาการปวดท้องน้อยมาก อาจปวดร้าวขึ้นไปถึงไหล่และหลัง เพราะเลือดที่ออกมาไปกดใต้กระบังลม นอกจากนี้อาจมีความดันต่ำ หัวใจเต้นเร็ว จนถึงขั้นช็อกได้ ต้องรีบไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด

กลุ่มที่มีเลือดออกก่อนคลอด
ในช่วงนี้เรียกว่าการตกเลือดก่อนคลอด อาการทั่วไปจะปวดท้องเนื่องจากการหดรัดตัวของมดลูก ซึ่งเสี่ยงต่อการที่ทารกจะคลอดก่อนกำหนด อาจมีสาเหตุมาจากภาวะ “รกเกาะต่ำ” โดยปกติรกจะเกาะอยู่ที่ส่วนบนของมดลูก แต่รกเกาะต่ำ คือ มาเกาะใกล้ๆ ปากมดลูก หรือปิดบริเวณปากมดลูก เวลามดลูกขยายตัวจึงมีเลือดออกมา หรือภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด” คือภาวะที่รกซึ่งเกาะอยู่บริเวณส่วนบนของโพรงมดลูกในตำแหน่งปกติ แต่เกิดมีภาวะแทรกซ้อนบางอย่าง เช่น ความดันโลหิตสูง ครรภ์เป็นพิษ ได้รับการกระทบกระเทือน จนเกิดการลอกตัวจากผนังมดลูกก่อนถึงกำหนดคลอด ทำให้มีเลือดออกระหว่างผนังมดลูกกับตัวรก เมื่อมีเลือดออกมากก็จะทำให้รกลอกตัวจากผนังมดลูกมากขึ้น ซึ่งตัวคุณแม่และลูกในครรภ์อาจเป็นอันตรายได้แพทย์จะต้องคอยตรวจเช็คลักษณะของเลือดที่ออก ดูอาการการปวดท้อง หรือการหดรัดตัวของมดลูก พร้อมกับดูควบคู่ไปกับประวัติของคุณแม่ เพื่อประเมินสถานการณ์และเตรียมการรักษาอย่างทันท่วงที

กลุ่มที่มีอาการปวดท้อง
สำหรับกลุ่มที่มีอาการปวดท้องนั้นการวินิจฉัยค่อนข้างลำบาก ต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายๆ อย่างประกอบกัน ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดที่มาจากการตั้งครรภ์ ถ้าเกิดในช่วงไตรมาสแรกก็ให้สงสัยว่าอาจเป็นการท้องนอกมดลูก หรือภาวะแท้งคุกคาม ถ้ามาปวดในช่วงท้ายๆ ของการตั้งครรภ์นั้นอาจเป็นไปได้ว่าเป็นการปวดท้องเพราะจะคลอด หรือปวดท้องเพราะเกิดจากโรคของตัวคุณแม่เอง เช่น เป็นถุงน้ำในรังไข่ ซีสต์หรือเนื้องอก เป็นต้น ซึ่งคุณหมอจะต้องแยกว่าอายุครรภ์เท่าไหร่ มีลักษณะอาการปวดแบบไหน เพื่อจะสามารถวินิจฉัยโรคให้ชัดเจน และนำไปสู่การรักษาที่ถูกต้อง

การดูแลตัวเองเมื่อเกิดภาวะฉุกเฉิน
ภาวะฉุกเฉินเป็นเรื่องที่ไม่สามารถป้องกันได้ ทั้งตัวคนไข้เองต้องไม่นิ่งนอนใจ หากมีเลือดออกหรืออาการผิดปกติควรรีบมาพบแพทย์ทันที หรือโทรมาสอบถามที่เคาเตอร์พยาบาลก่อน เพื่อการเตรียมตัวในเบื้องต้น ทางโรงพยาบาลเองก็ต้องสร้างความมั่นใจให้กับคนไข้ สร้างช่องทางการติดต่อสื่อสารให้ชัดเจนสามารถตอบคำถามได้ตลอด 24 ชั่วโมง เช่น หากคนไข้โทรมาสอบถามแล้วสงสัยว่าเข้าข่ายภาวะรกเกาะต่ำ อาจต้องมีการผ่าตัดฉุกเฉิน พยาบาลควรแนะนำให้คนไข้งดน้ำงดอาหารมาเลย เมื่อมาถึงโรงพยาบาลจะได้สามารถทำการรักษาได้ทันท่วงที เพราะหากไม่ได้งดน้ำงดอาหารมา อาจมีภาวะแทรกซ้อนจากการดมยาสลบได้ แต่ถ้ามาตรวจแล้วไม่ต้องผ่าตัดก็สามารถกลับบ้านได้โดยไม่มีอันตรายอะไร

อาการเลือดออกระหว่างตั้งครรภ์นั้นมีสาเหตุซ่อนอยู่มากมายหลายอย่าง การดูแลรักษาแต่ละอย่างก็แตกต่างกันออกไป หากคุณแม่มีเลือดออกระหว่างการตั้งครรภ์ไม่ว่าช่วงไหน ขอให้รีบไปโรงพยาบาลทันที เพื่อได้รับการตรวจวินิจฉัยและหาสาเหตุที่แท้จริง พร้อมได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี เพื่อความปลอดภัยทั้งคุณแม่และคุณลูก


ปริญญาบัตร/วุฒิบัตร
แพทยศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปี พ.ศ. 2534
สาขาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา

วันอาทิตย์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

อันตรายจากการปวดไหล่เรื้อรัง



อันตรายจากการปวดไหล่เรื้อรัง


ข้อหัวไหล่เป็นข้อที่มีการเคลื่อนไหวได้มาก เราจึงมักใช้หัวไหล่ในกิจวัตรประจำวันต่าง ๆ บ่อย ๆ โดยไม่รู้ตัว จึงไม่น่าแปลกที่เราจะมีอาการปวดไหล่กันมาก แต่ถ้าอาการปวดเป็นไม่นานก็ไม่น่าห่วงสักเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็นบ่อย ๆ หรือเป็นมานานเกิดอาการ ปวดไหล่เรื้อรัง อันนี้ไม่ดีแน่
สาเหตุของอาการปวดไหล่คือ ?
อาการปวดไหล่เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยมากที่สุดปัญหาหนึ่งและเกิดได้จากหลายสาเหตุ ซึ่งอาการบ่งชี้ก็จะมีอาการปวดบริเวณต้นแขน ปวดด้านหลังหัวไหล่ ปวดบริเวณต้นคอและสะบัก โดยสาเหตุของอาการปวดไหล่อาจเกิดจากปัญหาของโครงสร้างในข้อไหล่เอง กระดูก กระดูกอ่อน เนื้อเยื่อต่าง ๆ เช่น เยื่อหุ้มข้อ เส้นเอ็น กล้ามเนื้อ หรือถุงหุ้มเส้นเอ็น โดยพิจารณาจากกิจกรรมที่ทำในแต่ละวัน อายุ อาชีพ สิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวช่วยบอกว่าผู้ป่วยจะจัดอยู่ในกลุ่มสาเหตุใด ซึ่งปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ถ้าเป็นแล้วสะสม หรือเป็นมานานแล้วไม่รักษาก็จะทำให้เกิดอาการปวดไหล่เรื้อรังได้ นอกจากนั้นอาการปวดไหล่ยังพบได้จากสาเหตุของความผิดปกติจากอวัยวะข้างเคียง คืออาการเจ็บป่วยต่างๆ สามารถส่งผลทำให้เกิดอาการข้อไหล่ติดจนส่งผลให้ปวดไหล่ได้ เช่น ภาวะหัวใจขาดเลือด วัณโรคปอด เบาหวาน ไทรอยด์ กระดูกต้นคอเสื่อม เป็นต้น
คนในช่วงวัยใดที่จะพบอาการปวดไหล่มากที่สุด
จริงๆแล้วอาการนี้พบได้ทุกวัย ถ้าเป็นคนอายุน้อยก็น่าจะมาจากการเล่นกีฬาการออกกำลังที่หักโหมจนอาจเกิดกล้ามเนื้อฉีก หรือกิจกรรมที่ทำแล้วต้องใช้หัวไหล่ซ้ำๆ หรืออุบัติเหตุ ถ้าเป็นคนวัยทำงานหรือผู้สูงอายุอาจเกิดจากการสึกเสื่อมของกระดูกข้อไหล่ ภาวะหัวไหล่ติดหรือ ภาวะการอักเสบของเส้นเอ็นหัวไหล่(RotatorCuff) ในส่วนของคนวัยทำงานในตอนนี้มีแนวโน้มว่าจะมีอาการปวดไหล่มากขึ้นและอาจจะทวีความรุนแรงจนถึงขั้นปวดไหล่เรื้อรังได้ เพราะด้วยลักษณะการใช้ร่างกายที่ผิด การอยู่ในท่าทางเดิมๆ ซ้ำๆ เป็นเวลานาน รวมไปถึงปัจจุบันคนในช่วงวัยนี้เริ่มให้ความสำคัญกับการออกกำลังกาย และบางท่านอาจออกหักโหมมากเกินไปหรืออาจออกกำลังผิดท่า ไม่ยืดเหยียดกล้ามเนื้อก่อน-หลังออกกำลังกาย จึงทำให้โอกาสที่จะบาดเจ็บที่หัวไหล่มีสูงขึ้น สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่ส่งผลให้มีอาการปวดไหล่ทั้งสิ้น แต่ด้วยไม่อยากมาหาหมอบางคนจึงทนเก็บอาการไว้ แต่ยิ่งปล่อยไว้นานก็ยิ่งทำให้มีโอกาสทำให้เกิดอาการปวดไหล่เรื้อรังมากยิ่งขึ้น
ปวดไหล่แบบไหนถึงจะเรียกว่าปวดไหล่เรื้อรัง
โดยมากอาการปวดก็จะปวดบ่อย ๆ หรือปวดตลอดเวลาเป็นระยะเวลานานกว่า 6 สัปดาห์ขึ้นไป ลักษณะนี้จัดว่าเป็นอาการปวดไหล่เรื้อรังได้
อาการปวดลักษณะไหนที่ควรรีบมาพบแพทย์
มีอาการปวดมานานกว่า 2 สัปดาห์ ซึ่งอาการปวดนี้รวมไปถึงการเคลื่อนไหวข้อไหล่ได้ไม่เต็มที่ด้วย มีอาการชาของแขน มีอาการบวมของข้อไหล่หรือบริเวณหัวไหล่ มีลักษณะกล้ามเนื้อลีบ บางรายอาจมีอาการอื่น เช่น ไข้ เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ร่วมด้วย ซึ่งถ้ามีอาการเหล่านี้ก็ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ
ถ้าปล่อยไว้นานไม่ทำการรักษาจะอันตรายแค่ไหน
หากปล่อยไว้นานจนมีอาการปวดไหล่เรื้อรังเมื่อเวลาผ่านไปอาการจะเป็นมากขึ้น ทำให้การเคลื่อนไหวข้อหัวไหล่ได้ลำบากมากขึ้น การเคลื่อนไหวที่ลดลงจะเป็นเกือบทุกทิศทาง ยกแขนได้ไม่สุด หากเป็นกรณีที่มีการบาดเจ็บที่เส้นเอ็นคือเส้นเอ็นข้อไหล่อาจจะมีการฉีกขาด ซึ่งตอนแรกอาจจะฉีกขาดเล็กน้อยแต่พอปล่อยไว้นานก็อาจจะฉีกขาดเพิ่มมากขึ้น หรืออาจจะถึงขั้นขาดทั้งเส้นเลยก็ได้ แน่นอนว่าถ้าถึงขั้นนั้นก็จะทำการรักษาได้ยากมากยิ่งขึ้น
การรักษาอาการปวดไหล่เรื้อรังทำได้อย่างไรบ้าง
การรักษาอาการปวดไหล่ประกอบด้วย การรักษาอาการทั่วไป การรักษาด้วยกายภาพบำบัด และการผ่าตัด ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถรักษาได้ตั้งแต่ปวดไหล่ทั่วไปจนถึงระดับปวดไหล่เรื้อรัง ซึ่งจะใช้วิธีไหนรักษาก็ต้องดูเป็นกรณีไปว่าเป็นมากเป็นน้อยแค่ไหน ความหนักเบาของอาการ หากมีอาการปวดไหล่ทั่วไปหรือเป็นแบบเฉียบพลัน เบื้องต้นหมอก็จะให้งดการเคลื่อนไหวของไหล่ข้างที่มีอาการ และอาจจะให้รับประทานยาแก้ปวด ถ้ามีอาการปวดมากขึ้นมาอีกหน่อยหมอก็อาจจะให้มีการทำกายภาพบำบัด เลือกใช้ความเย็นหรือความร้อนประคบร่วมด้วย แต่ถ้ามีอาการหนักมากรักษาด้วยกายภาพบำบัดแล้วไม่ดีขึ้นอย่างน้อย 3-6 เดือน เรียกว่ามีอาการปวดไหล่เรื้อรัง แพทย์ก็จะพิจารณาให้ทำการผ่าตัด
การรักษาอาการปวดไหล่เรื้อรังด้วยวิธีผ่าตัด
วิธีการผ่าตัดมี 2 วิธี คือ วิธีการผ่าตัดส่องกล้อง และวิธีการผ่าตัดแบบเปิด ซึ่งการเลือกวิธีและเทคนิคการผ่าตัดก็ขึ้นอยู่กับความรุนแรง ชนิดของรอยโรค ส่วนการผ่าตัดแบบส่องกล้องข้อดี คือ บาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อข้างเคียงน้อย เพราะใช้แผลผ่าตัดแบบรูเจาะและใช้เครื่องมือผ่านรูเจาะเข้าทำการผ่าตัดซ่อมสร้าง ส่งผลให้การบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นอื่นๆน้อย การฟื้นตัวมักจะเร็วกว่า
วิธีการดูแลตัวเองไม่ให้บาดเจ็บที่ข้อไหล่
เมื่อเริ่มมีอาการปวดหรือเมื่อยล้าที่บริเวณหัวไหล่ ก็ควรพักการใช้ข้อไหล่ อาจจะใช้การนวดร่วมกับการประคบเย็นหรือประคบร้อนก็ได้ แต่ในกรณีบาดเจ็บของข้อไหล่ควรหลีกเลี่ยงการนวดและใช้การประคบเย็นเป็นหลัก แนะนำให้ยืดกล้ามเนื้อและเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อรอบข้อไหล่อย่างถูกต้องก่อนและหลังการออกกำลังกายไหล่หรือใช้งานไหล่
เราจะเห็นได้ว่าอาการปวดไหล่สามารถแก้ไขได้ โดยเริ่มต้นที่การสังเกตอาการ ท่าทางของตนเองว่ามีความผิดปกติอย่างไร น่าจะมีสาเหตุเกิดขึ้นจากอะไร และปรับเปลี่ยนท่าทางและอิริยาบถหรืองดการใช้งานบ้างก็จะช่วยได้ หากทำแบบนี้ก็ลดความเสี่ยงที่จะมีอาการปวดไหล่เรื้อรังลงได้อย่างมากทีเดียว แต่หากปฏิบัติแล้วยังมีอาการปวดไหล่อยู่ ก็ควรเข้าพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาที่ถูกวิธีต่อไป

ปริญญาบัตร/วุฒิบัตร
หนังสืออนุมัติผู้เชี่ยวชาญสาขาเวชศาสตร์ครอบครัว ปี พ.ศ.2547
สาขาออร์โธปิดิกส์ สาขาออร์โธปิดิกส์


วันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2559

เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ภัยร้ายที่ยากจะหลีกเลี่ยงของคุณผู้หญิง




สุภาพสตรีทั้งหลายคงอาจจะรู้สึกน้อยใจบ้าง ทำไมเกิดเป้นผู้หญิงถึงมีโรคภัยมากมายติดตามมาด้วย ไม่เหมือนผู้ชายที่ไม่ค่อยจะมีโรคอะไรเฉพาะ ความเข้าใจแบบนี้ก็ต้องเรียกว่าเกือบถูก เพราะไม่ถูกร้อยเปอร์เซ็นต์ จริง ๆ แล้วคุณผู้ชายทั้งหลายก็มีโรคไม่น้อย แต่ถ้าจะเทียบกับโรคในผู้หญิงก็อาจจะบอกได้ว่าโรคในผู้หญิงมีความซับซ้อนกว่า มีการคาดเดาที่ยากกว่า อย่างหนึ่งโรคที่เราจะกล่าวถึงในบทความนี้ก็คือ เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ อีกหนึ่งภัยร้ายของคุณผู้หญิงที่ต้องบอกเลยว่ายากที่จะหลีกเลี่ยงจริง ๆ เราได้รับเกียรติจากนายแพทย์มฆวัน ธนะนันท์กูล สูตินรีแพทย์ผู้มีประสบการณ์สูง ที่มาให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับเรา จะมีอะไรที่น่าติดตามก็มาดูกันเลยดีกว่า
เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis)
เป็นชื่อเรียกของโรคในทางการแพทย์ หลายคนอาจจะไม่คุ้นหูแต่ถ้าบอกว่า ช็อกโกแลตซีสต์ (Chocolate cyst) ทุกคนคงจะถึงบางอ้อกันทันที แท้ที่จริงแล้วทั้งสองโรคนี้คือโรคเดียวกันเมื่อคุณผู้หญิงมีประจำเดือน จะมีเยื่อบาง ๆ ลอกออกและปนมากับเลือดประจำเดือนที่ออกมาทางช่องคลอด ซึ่งเยื่อบาง ๆ เหล่านี้ก็คือ เยื่อบุโพรงมดลูกนั่นเอง ทีนี้เลือดประจำเดือนที่ไหลออกมาทางช่องคลอดใช่ว่าจะไหลออกมาหมดเสมอไป บางทีก็มีส่วนหนึ่งไหลย้อนกลับเข้าไปในท่อนำไข่ เข้าไปในช่องท้องซึ่งเลือดที่ไหลย้อนกลับไปนั้นก็ยังมีเยื่อบุโพรงมดลูกอยู่ด้วยจะเข้าไปฝังตัวอยู่ตามที่ต่าง ๆ เช่น รังไข่ ท่อนำไข่ กระเพาะปัสสาวะ ลำไส้ หรือ เนื้อเยื่อต่าง ๆที่ยึดมดลูกไว้ และฮอร์โมนจากรังไข่จะเป็นตัวกระตุ้นให้เซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญเติบโต เมื่อถึงเวลาก็จะต้องลอกออกและไหลออกมากับประจำเดือนทางช่องคลอด แต่ถ้าเป็นเซลล์เยื่อบุโพรงมดลูกที่ไปฝังตัวอยู่ในที่ต่าง ๆ ซึ่งเป็นบริเวณที่ไม่มีทางออกของเลือดทุกเดือน ๆ ก็จะเกิดการสะสมของเลือดและเกิดการอักเสบทำให้เกิดเป็นพังผืดขึ้น แต่ถ้าเป็นกรณีที่เยื่อบุโพรงมดลูกไปฝังตัวอยู่ในรังไข่แต่รังไข่ไม่มีทางออกของเลือด เลือดที่ออกจะถูกขังอยู่ไปไหนไม่ได้ และจะสะสมมากขึ้นจนโตขึ้นเป็นซีสต์ เลือดที่สะสมนานจะข้น สีเหมือนช็อกโกแลต จึงเรียกว่า “ช็อกโกแลตซีสต์” สรุปได้ง่าย ๆว่าช็อกโกแลตซีสต์เกิดขึ้นก็เพราะ เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ นั่นเอง
สาเหตุและอาการของโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่
คุณหมอกล่าวว่าเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ในทางการแพทย์ยังไม่มีการสรุปถึงสาเหตุที่แน่ชัดของโรคนี้ ส่วนอาการและความรุนแรงของโรคนี้ ไม่ใช่อาการเฉพาะเจาะจง อาจพบในโรคอื่นได้เหมือนกัน แต่โดยส่วนมากคุณผู้หญิงที่เป็นจะมีอาการปวดท้องประจำเดือนมาก อาการจะเพิ่มมากขึ้นไปเรื่อย ๆ จนทำให้ทนไม่ไหว ต้องกินยาแก้ปวด มีอาการลำไส้แปรปรวน ท้องอืด ท้องเสีย ปวดมากเวลาขับถ่าย ปวดเสียดในท้อง ปวดหลัง ปวดร้าวลงขา ถ่ายอุจจาระเป็นเลือด ปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะบ่อย รวมทั้งมีอาการเจ็บปวดเมื่อมีเพศสัมพันธ์ซึ่งอาการปวดเหล่านี้จะมีเฉพาะช่วงมีประจำเดือน พอหมดช่วงประจำเดือนก็จะไม่แสดงอาการอะไร อาการปวดที่เกิดขึ้นเกิดจากถุงเลือดโตขึ้นจนตึงและเกิดการไปเบียดและกดทับอวัยวะอื่น ๆ จึงทำให้เกิดอาการปวดเกิดขึ้น หากปล่อยทิ้งไว้นานไม่ทำการรักษาปัญหาที่ตามมาก็คือ จะมีบุตรยาก เพราะท่อนำไข่ตีบตัน สาเหตุมาจากมีพังผืดรั้งอยู่ ทำให้ท่อนำไข่ไม่สามารถทำงานได้ หรือถุงเลือดอาจจะบวมจนแตกออกทำให้มีตกเลือดภายในจนถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยทีเดียว
การรักษาเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่หรือช็อกโกแลตซีสต์
คุณหมอให้ข้อมูลว่า ในรายที่อาการรุนแรงไม่มาก แพทย์อาจให้สังเกตและติดตามอาการเป็นระยะ ในรายที่มีอาการพอสมควรแพทย์อาจรักษาโดยใช้ยา แต่ในความเป็นจริงแล้วส่วนใหญ่รักษาด้วยยาแทบจะไม่เป็นผลเท่าไหร่ยังไงก็ต้องผ่าตัด ซึ่งการผ่าตัดในปัจจุบันนี้แพทย์ก็จะเลือกใช้วิธีการผ่าตัดส่องกล้อง(Laparoscopic Surgery) เป็นวิธีมาตรฐานในการผ่าตัด ในปัจจุบันส่วนใหญ่ก็จะใช้วิธีการนี้ ซึ่งเนื่องจากเป็นวิธีที่ทันสมัย มีแผลเล็ก เจ็บน้อย และฟื้นตัวเร็วซึ่งไม่น่ากลัวแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เคยเป็นช็อกโกแลตซีสต์และผ่าตัดออกไปแล้ว ยังมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้
สิ่งที่คุณหมอย้ำเตือนให้คุณสาว ๆ ตระหนักไว้ก็คือ โรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ เป็นโรคที่มีอยู่ในตัวของคุณสุภาพสตรีท่านนั้นอยู่แล้ว เพียงรอเวลาที่จะเติบโตขึ้นเท่านั้น ซึ่งตรงจุดนั้นเองที่เป็นปัญหา เพราะเราไม่อาจรู้ได้ว่าอาการจะรุนแรงขึ้นเมื่อใด จึงยากที่จะหลีกเลี่ยงจริง ๆ ดังนั้น คุณผู้หญิงทุกคนจึงควรหมั่นตรวจสุขภาพเป็นประจำ แม้เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ จะไม่ใช่โรคที่ร้ายแรง แต่ก็ไม่ควรปล่อยไว้ ทางที่ดีควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจโดยด่วน หากพบว่าเป็นก็จะได้ทำการรักษาแต่เนิ่น ๆ จะเป็นการดีที่สุด

ปริญญาบัตร/วุฒิบัตร