แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ท้องนอกมดลูก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ท้องนอกมดลูก แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2559

จะรู้ได้ยังไงว่าท้องนอกมดลูก

ท้องนอกมดลูก

 


มดลูก” อวัยวะที่น่ามหัศจรรย์ในร่างกายของผู้หญิง จากที่ขนาดเท่ากับไข่ไก่ในขณะที่ไม่ได้ตั้งครรภ์ สามารถขยายขนาดได้ใหญ่กว่าลูกแตงโมในขณะตั้งครรภ์ และลดขนาดโดยหดกลับมาเท่าเดิมได้เมื่อทารกคลอดออกไปแล้ว


ซึ่งทำให้มดลูกสามารถรองรับการตั้งครรภ์ได้เป็นอย่างดี  ปกติรังไข่จะผลิตไข่ออกมาเดือนละ ฟอง เมื่อมีการตกไข่และไข่ได้รับการปฏิสนธิกับอสุจิแล้ว ไข่จะเคลื่อนที่ผ่านท่อนำไข่ไปยังโพรงมดลูก โดยใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ ระหว่างนั้น ไข่ก็จะมีการพัฒนาเติบโต จนพร้อมที่จะฝังตัวที่ผนังโพรงมดลูกและเจริญเติบโตเป็นทารกต่อไป

แบบไหนเรียกว่าท้องนอกมดลูก

กรณีของการท้องนอกมดลูกคือ การตั้งครรภ์บริเวณอื่นนอกเหนือไปจากโพรงมดลูก ซึ่งมักเกิดจากการที่ไข่เดินทางไปไม่ถึงโพรงมดลูกในเวลาที่จะฝังตัว เช่น ปีกมดลูกที่เคยมีการอักเสบมาก่อนจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ทำให้ภายในท่อนำไข่มีพังผืด ซึ่งชะลอหรือขัดขวางการเคลื่อนที่ของไข่ ทำให้ไปไม่ถึงจุดหมาย และเมื่อไข่พร้อมที่จะฝังตัว ก็จะฝังตัวในบริเวณนั้น
กลายเป็น การท้องนอกมดลูก”

การท้องนอกมดลูกมักเกิดขึ้นในบริเวณท่อนำไข่เป็นส่วนใหญ่ และเนื่องจากท่อนำไข่มีขนาดเล็กมากและ ไม่สามารถขยายตัวได้เหมือนมดลูก เมื่อถึงเวลาที่ไข่พร้อมฝังตัวและเจริญเติบโต จึงทำให้เนื้อเยื่อท่อนำไข่แตก ฉีกขาด ทำให้มีเลือดออกในปริมาณมาก จนบางครั้งอาจทำให้คุณแม่ช็อกได้ หรือในกรณีที่พบได้ไม่บ่อยนักแต่อันตรายมากคือ ไข่ฝังตัวที่อวัยวะภายในช่องท้อง หากตัวอ่อนยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องอาจทำให้อวัยวะฉีกขาด และทำให้มีเลือดออกเป็นจำนวนมาก สร้างความเจ็บปวดและอาจทำให้คุณแม่ช็อกได้เช่นกัน

อาการแบบไหนต้องรีบไปพบแพทย์

ลักษณะสำคัญของการท้องนอกมดลูก คือ 

1. ตั้งครรภ์หรือประวัติประจำเดือนขาด 
2. ปวดท้อง 
3. มีเลือดออกทางช่องคลอด


ใครที่ตั้งครรภ์แล้วปวดท้องและมีเลือดออกจึงควรไปพบแพทย์ทันที คนไข้ส่วนหนึ่งที่ไม่รู้ตัวว่าตัวเองตั้งครรภ์แต่มาพบหมอด้วยอาการปวดท้องแต่เพียงอย่างเดียว ก็พบการท้องนอกมดลูกได้ ดังนั้น ผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์และไม่ได้คุมกำเนิด หากมีอาการปวดท้อง ควรรีบไปปรึกษาแพทย์ก่อนเป็นดีที่สุด

การวินิจฉัย รู้ได้ยังไงว่าท้องนอกมดลูก

อาศัยจากการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และตรวจทางห้องปฏิบัติการ
การซักประวัติ เช่น ประวัติประจำเดือนขาด การคุมกำเนิด โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ การท้องนอกมดลูกจากการตั้งครรภ์ครั้งก่อน และอาการผิดปกติ เช่น ปวดท้อง หน้ามืด เป็นลม เลือดออกทางช่องคลอด เป็นต้น

ตรวจร่างกาย อาจพบชีพจรเต้นเร็ว ความดันโลหิตต่ำ มีอาการท้องอืด กดเจ็บ ตรวจภายในอาจพบเลือดออกทางช่องคลอด และกดเจ็บบริเวณท้องน้อย

ตรวจทางห้องปฏิบัติการ ตรวจปัสสาวะเพื่อยืนยันการตั้งครรภ์ การตรวจเลือดเพื่อดูความเข้มข้นของเม็ดเลือด บางคนเลือดจาง ซีด เพราะมีเลือดออกมาก รวมทั้งมีการตรวจอัลตร้าซาวนด์อุ้งเชิงกราน ไม่พบการตั้งครรภ์ในโพรงมดลูก อาจพบก้อนหรือการตั้งครรภ์บริเวณปีกมดลูกหรือพบเลือดออกในช่องท้อง

ท้องนอกมดลูกต้องรักษาอย่างไร

การท้องนอกมดลูกส่วนใหญ่รักษาด้วยการผ่าตัด โดยใช้วิธีผ่าเปิดหน้าท้องออกเหมือนกับการผ่าคลอด ซึ่งอันดับแรกแพทย์จะพิจารณาตัดท่อนำไข่ออกไปด้วย หากท่อนำไข่อีกข้างปกติ เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ แต่ถ้าดูแล้วว่าท่อนำไข่อีกข้างที่เหลือดูไม่ค่อยสมบูรณ์ก็จะเลือกผ่าตัดแบบอนุรักษ์ คือ ผ่าตัดเอาเฉพาะส่วนการตั้งครรภ์ออกแล้วเก็บท่อนำไข่ไว้ หากคนไข้ยังคงต้องการมีบุตร แม้ว่าจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคซ้ำ
สำหรับกรณีที่ตรวจพบว่าท้องนอกมดลูกที่ท่อนำไข่ยังไม่แตกและไม่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง  สามารถใช้วิธีการผ่าตัดผ่านกล้องเพื่อเอาส่วนของการตั้งครรภ์ออกและซ่อมแซมส่วนทีเสียหาย หรือในบางกรณีการท้องนอกมดลูกอาจรักษาโดยใช้ยาและไม่ต้องผ่าตัด ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการและอายุครรภ์ของแต่ละคนซึ่งแพทย์จะพิจารณาเป็นรายบุคคลไป

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดจากการท้องนอกมดลูก

ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยของการตั้งครรภ์นอกมดลูก ส่วนใหญ่มาจากการเสียเลือดมากจนกระทั่ง หน้ามืด เป็นลม หรือช็อกได้ ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากตำแหน่งของการท้องนอกมดลูก เช่น หากตั้งครรภ์ในช่องท้อง รกอาจไปเกาะบริเวณลำไส้ เวลาที่รกไปเกาะแล้วอาจทะลุเข้าไปในลำไส้อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บที่ลำไส้ได้
นอกจากนี้ยังอาจมีภาวะแทรกซ้อนที่มาจากการรักษา เช่น การให้เลือด อาจเกิดการติดเชื้อ หรืออวัยวะข้างเคียงได้รับการบาดเจ็บจากการผ่าตัด

การท้องนอกมดลูกไม่สามารถป้องกันได้โดยตรง แต่ควรป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หรือ หากเกิดโรค ควรพบแพทย์เพื่อได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง แทนที่จะซื้อยามาทานเองอาจเป็นการรักษาที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานทางการแพทย์ เช่น บางโรคต้องทานยาให้ครบ 7-10 วัน แต่เราไปซื้อยามาทานเอง 3 วันดีขึ้น เราก็หยุด เป็นใหม่เราก็ซื้อมาทานใหม่ วนเวียนไปแบบนี้ แทนที่โรคนั้นจะเป็นครั้งเดียวแล้วหายขาดอาจกลับกลายเป็นเรื้อรัง ทำให้มดลูกอับเสบ ท่อนำไข่อักเสบ เกิดพังผืดเกิดรอยแผลเป็น การเดินทางของไข่เพื่อไปยังมดลูกก็ไม่สะดวกได้ เสี่ยงต่อการท้องนอกมดลูกได้

นพ. พงษ์ธร วิโรจน์ชัยวงษ์
ปริญญาบัตร/วุฒิบัตร
แพทยศาสตร์บัณฑิต คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี พ.ศ. 2527
สาขาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา อนุสาขาเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์
โรงพยาบาลสมิติเวช 020-222-222
Facebook : Samitivej Club


วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

เลือดออก ปวดท้อง อย่ามองข้าม






 “อยู่ดีๆ ทำไมมีเลือดไหลออกมา” ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้กับคุณผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์คงทำให้เสียขวัญกำลังใจกันน่าดู เพราะกลัวว่าตัวเองจะแท้ง แล้วลูกจะยังอยู่กับเราหรือไม่ อาการเลือดออกตอนตั้งครรภ์จึงเป็นภาวะที่คุณแม่เป็นกังวลมากที่สุดเรื่องหนึ่ง และถือเป็นเรื่องฉุกเฉินที่ต้องไปพบแพทย์ทันที

ภาวะฉุกเฉินระหว่างตั้งครรภ์
คือภาวะหรืออาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด และไม่สามารถป้องกันได้ แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มที่มีเลือดออก และกลุ่มที่มีอาการปวดท้อง

กลุ่มที่มีเลือดออกระหว่างตั้งครรภ์
โดยอาจมีอาการปวดหน่วงๆ บริเวณท้องน้อยร่วมด้วย อันเนื่องมาจากภาวะ
  • แท้งคุกคาม คือการตั้งครรภ์ที่มีเลือดออกทางช่องคลอด ทั้งที่ปากมดลูกยังไม่เปิด เป็นอาการที่พบได้บ่อยในช่วงตั้งครรภ์ไตรมาสแรก อาจมีอาการปวดท้องน้อยร่วมกับมีเลือดออกกะปริบกะปรอย และอาการจะมากขึ้นจนกระทั่งตกเลือดมากได้ หากคุณแม่พบว่ามีเลือดออกทางช่องคลอด ให้รีบไปพบแพทย์ เพื่อตรวจดูทารกในครรภ์ทันที
  • ท้องลม คือการตั้งครรภ์ที่ไม่มีตัวเด็ก หรือเรียกว่าภาวะไข่ฝ่อ ทำให้การตั้งครรภ์ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้จนถึงครบกำหนดคลอด สุดท้ายก็จะมีการแท้งเองตามธรรมชาติโดยแพทย์จะสามารถตรวจได้ว่าเป็นท้องลมหรือไม่ ด้วยการตรวจภายในและอัลตราซาวนด์
  • ท้องนอกมดลูก มีอาการปวดท้องน้อยมาก อาจปวดร้าวขึ้นไปถึงไหล่และหลัง เพราะเลือดที่ออกมาไปกดใต้กระบังลม นอกจากนี้อาจมีความดันต่ำ หัวใจเต้นเร็ว จนถึงขั้นช็อกได้ ต้องรีบไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด

กลุ่มที่มีเลือดออกก่อนคลอด
ในช่วงนี้เรียกว่าการตกเลือดก่อนคลอด อาการทั่วไปจะปวดท้องเนื่องจากการหดรัดตัวของมดลูก ซึ่งเสี่ยงต่อการที่ทารกจะคลอดก่อนกำหนด อาจมีสาเหตุมาจากภาวะ “รกเกาะต่ำ” โดยปกติรกจะเกาะอยู่ที่ส่วนบนของมดลูก แต่รกเกาะต่ำ คือ มาเกาะใกล้ๆ ปากมดลูก หรือปิดบริเวณปากมดลูก เวลามดลูกขยายตัวจึงมีเลือดออกมา หรือภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด” คือภาวะที่รกซึ่งเกาะอยู่บริเวณส่วนบนของโพรงมดลูกในตำแหน่งปกติ แต่เกิดมีภาวะแทรกซ้อนบางอย่าง เช่น ความดันโลหิตสูง ครรภ์เป็นพิษ ได้รับการกระทบกระเทือน จนเกิดการลอกตัวจากผนังมดลูกก่อนถึงกำหนดคลอด ทำให้มีเลือดออกระหว่างผนังมดลูกกับตัวรก เมื่อมีเลือดออกมากก็จะทำให้รกลอกตัวจากผนังมดลูกมากขึ้น ซึ่งตัวคุณแม่และลูกในครรภ์อาจเป็นอันตรายได้แพทย์จะต้องคอยตรวจเช็คลักษณะของเลือดที่ออก ดูอาการการปวดท้อง หรือการหดรัดตัวของมดลูก พร้อมกับดูควบคู่ไปกับประวัติของคุณแม่ เพื่อประเมินสถานการณ์และเตรียมการรักษาอย่างทันท่วงที

กลุ่มที่มีอาการปวดท้อง
สำหรับกลุ่มที่มีอาการปวดท้องนั้นการวินิจฉัยค่อนข้างลำบาก ต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายๆ อย่างประกอบกัน ไม่ว่าจะเป็นอาการปวดที่มาจากการตั้งครรภ์ ถ้าเกิดในช่วงไตรมาสแรกก็ให้สงสัยว่าอาจเป็นการท้องนอกมดลูก หรือภาวะแท้งคุกคาม ถ้ามาปวดในช่วงท้ายๆ ของการตั้งครรภ์นั้นอาจเป็นไปได้ว่าเป็นการปวดท้องเพราะจะคลอด หรือปวดท้องเพราะเกิดจากโรคของตัวคุณแม่เอง เช่น เป็นถุงน้ำในรังไข่ ซีสต์หรือเนื้องอก เป็นต้น ซึ่งคุณหมอจะต้องแยกว่าอายุครรภ์เท่าไหร่ มีลักษณะอาการปวดแบบไหน เพื่อจะสามารถวินิจฉัยโรคให้ชัดเจน และนำไปสู่การรักษาที่ถูกต้อง

การดูแลตัวเองเมื่อเกิดภาวะฉุกเฉิน
ภาวะฉุกเฉินเป็นเรื่องที่ไม่สามารถป้องกันได้ ทั้งตัวคนไข้เองต้องไม่นิ่งนอนใจ หากมีเลือดออกหรืออาการผิดปกติควรรีบมาพบแพทย์ทันที หรือโทรมาสอบถามที่เคาเตอร์พยาบาลก่อน เพื่อการเตรียมตัวในเบื้องต้น ทางโรงพยาบาลเองก็ต้องสร้างความมั่นใจให้กับคนไข้ สร้างช่องทางการติดต่อสื่อสารให้ชัดเจนสามารถตอบคำถามได้ตลอด 24 ชั่วโมง เช่น หากคนไข้โทรมาสอบถามแล้วสงสัยว่าเข้าข่ายภาวะรกเกาะต่ำ อาจต้องมีการผ่าตัดฉุกเฉิน พยาบาลควรแนะนำให้คนไข้งดน้ำงดอาหารมาเลย เมื่อมาถึงโรงพยาบาลจะได้สามารถทำการรักษาได้ทันท่วงที เพราะหากไม่ได้งดน้ำงดอาหารมา อาจมีภาวะแทรกซ้อนจากการดมยาสลบได้ แต่ถ้ามาตรวจแล้วไม่ต้องผ่าตัดก็สามารถกลับบ้านได้โดยไม่มีอันตรายอะไร

อาการเลือดออกระหว่างตั้งครรภ์นั้นมีสาเหตุซ่อนอยู่มากมายหลายอย่าง การดูแลรักษาแต่ละอย่างก็แตกต่างกันออกไป หากคุณแม่มีเลือดออกระหว่างการตั้งครรภ์ไม่ว่าช่วงไหน ขอให้รีบไปโรงพยาบาลทันที เพื่อได้รับการตรวจวินิจฉัยและหาสาเหตุที่แท้จริง พร้อมได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี เพื่อความปลอดภัยทั้งคุณแม่และคุณลูก


ปริญญาบัตร/วุฒิบัตร
แพทยศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยขอนแก่น ปี พ.ศ. 2534
สาขาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา