วันศุกร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2555

วัยรุ่น(นี้)วุ่นเรื่องเพศ....(The Sexting Generation)

ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมามีข่าวเกี่ยวกับภาพถ่ายของนักเรียนหญิงระดับมัธยมศึกษากลุ่มหนึ่งในเครื่องแต่งกายเกือบเปลือยได้ถูกเผยแพร่ไปในเครือข่ายสังคมออนไลน์ และถูกวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมากเกี่ยวกับความไม่เหมาะสมของพฤติกรรมของเด็กกลุ่มดังกล่าว
สภาวะสังคมที่เปลี่ยนไปเนื่องจากการเข้าถึงสื่อออนไลน์ต่างๆทำให้วัยรุ่นมีพื้นที่ในการแสดงออกมากขึ้น ในความเป็นจริง ภาพที่ปรากฏเป็นข่าวนั้นเป็นเพียงแค่ตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าสังคมไทยของเราได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมายเพียงใดในปัจจุบัน เมื่อเรามีโอกาสที่จะได้เห็นพฤติกรรมในลักษณะนี้มากขึ้นเรื่อยๆนับว่าเป็นโอกาสที่ดีที่จะทำให้เราได้ทำความเข้าใจและช่วยเหลือวัยรุ่นให้มีการแสดงออกในเรื่องทางเพศและเรื่องอื่นๆอย่างเหมาะสมในลักษณะที่เป็นที่ยอมรับของสังคมมากขึ้น
“Sexting”เป็นคำที่ถูกใช้ครั้งแรกในปีค.ศ. 2005 ในหนังสือแมกกาซีนชื่อดัง Sunday Telegraph Magazine โดยคำนี้ใช้อธิบายถึงพฤติกรรมการส่งรูปเปลือยหรือรูปกึ่งเปลือยพร้อมกับข้อความที่มีความหมายล่อแหลมทางเพศให้กับผู้อื่น โดยในช่วงแรกเป็นการส่งข้อความผ่านโทรศัพท์มือถือ แต่ในปัจจุบันหมายความรวมไปถึงการส่งผ่านรูปและข้อความรูปแบบดังกล่าวผ่านทางเครือข่ายออนไลน์ต่างๆด้วย ในปัจจุบัน “Sexting” ได้แพร่หลายไปทั่วโลก หลายๆรัฐในสหรัฐอเมริกา “Sexting” ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย คงปฏิเสธไม่ได้ว่าการลอกเลียนแบบในวัยรุ่นทั้งการเลียนแบบกันเองหรือเลียนแบบบุคคลสาธารณะส่งผลให้การถ่ายภาพเปลือยหรือกึ่งเปลือยแพร่ระบาดไปทั่วโลกรวมถึงในประเทศไทย และไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ธรรมชาติของโลกออนไลน์สามารถทำให้สิ่งที่วัยรุ่นคิดว่าเป็นส่วนตัวเปลี่ยนแปลงไปเป็นสาธารณะได้อย่างรวดเร็วโดยที่ตัววัยรุ่นเองก็ไม่ได้เข้าใจหรือไม่ได้ใส่ใจกับความจริงประการนี้
วัยรุ่นเป็นวัยที่พยายามค้นหาความเป็นตัวตน เป็นวัยที่มักจะตัดสินใจที่จะกระทำการบางอย่างโดยไม่ได้คิดไตร่ตรองให้รอบคอบถึงผลของการกระทำที่จะตามมาในระยะยาว เป็นวัยที่สนใจเกี่ยวกับเรื่องทางเพศและพยายามหาคำตอบเกี่ยวกับเรื่องทางเพศที่ตนเองสงสัย แสวงหาความสนใจจากเพื่อนต่างเพศในรูปแบบต่างๆกันไป ที่สำคัญแสวงหาการยอมรับจากเพื่อนและคนรอบข้างรวมถึงผู้ใหญ่แม้ว่าในบางครั้งจะไม่ได้ดูว่าเหมือนเป็นเช่นนั้น

ธรรมชาติของวัยรุ่นไม่ว่าจะในยุคใดสมัยใดไม่เคยเปลี่ยนแปลง แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอคือสภาพสังคมอันเป็นตัวกำหนดวิธีการและขอบเขตในการดูแลช่วยเหลือพวกเขา รายละเอียดปลีกย่อยของการดูแลวัยรุ่นแต่ละคนคงจะแตกต่างกันไปตามความต้องการและความแตกต่างระหว่างบุคคลของพวกเขา แต่สิ่งที่วัยรุ่นต้องการเหมือนกัน ก็คือ
ประการแรกพวกเขาต้องการใครสักคนที่รับฟังโดยไม่ตัดสินแต่ให้คำแนะนำในเรื่องหลายๆเรื่องที่พวกเขาสงสัยและหาคำตอบไม่ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องทางเพศ
ประการต่อมาวัยรุ่นต้องการคนที่จะยืนยันกับพวกเขาว่า ร่างกายของเขาเป็นของเขา เขาควรดูแลและเคารพร่างกายของตนเอง หากจะทำอะไรที่ส่งผลกระทบที่จะตามมาในระยะยาวเกี่ยวกับร่างกายของตนเอง ก็ควรจะทราบว่าพวกเขาต้องรับผิดชอบต่อการกระทำเหล่านั้น นอกจากนี้แล้วจิตใจของเขาก็ต้องได้รับการดูแลอย่างดีด้วยเช่นกัน
ประการที่สามธรรมชาติของวัยนี้ต้องการคำพูดและการกระทำที่เป็นบวกหากเป็นไปได้ในสถานการณ์ยากลำบากต่างๆ เพื่อเป็นการยืนยันว่าเขาเป็นที่รักและคุณอยู่เคียงข้างเขาเสมอ เขามีค่าสำหรับคุณแม้ในวันที่เขาอาจจะทำอะไรที่ผิดพลาดมากเท่าๆกับวันที่เขาได้ทำสิ่งที่ถูกต้อง
ประการที่สี่เขาต้องการคำชื่นชมต่อพฤติกรรมที่ดีที่พวกเขาได้ทำ แม้ว่าสิ่งนั้นอาจเป็นเพียงการกระทำที่เล็กน้อยในสายตาของคุณและสุดท้ายพวกเขาต้องการบุคคลที่เป็นตัวอย่างสำหรับพวกเขา คุณจึงต้องระมัดระวังคำพูดและการกระทำของคุณอยู่เสมอเมื่ออยู่กับวัยรุ่น
หากวัยรุ่นมีการยอมรับนับถือตนเองและ การเคารพตนเอง พฤติกรรมไม่พึงประสงค์ต่างๆมักจะมีแนวโน้มที่ลดลงหรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบไป ในทางตรงกันข้ามหากพวกเขาไม่มีความรู้สึกยอมรับนับถือตนเองและการเคารพตนเอง พวกเขาสามารถทำพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมได้มากมายอย่างที่พวกเขาเองก็ไม่ได้คาดคิดมาก่อน ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่มีลูกวัยรุ่น ได้มีโอกาสทำงานกับวัยรุ่น หรือเกี่ยวข้องกับพวกเขาในทางใดทางหนึ่ง ลองมองวัยนี้ด้วยความเข้าใจ พยายามส่งเสริมพฤติกรรมที่ดีของพวกเขาเพื่อลดทอนพฤติกรรมที่เป็นข้อจำกัดต่างๆ คุณอาจจะพบว่าคุณเป็นคนหนึ่งที่สามารถทำให้พวกเขามีพื้นที่ที่ดีในการเติบโตและทำให้พวกเขามีความสุขมากขึ้นและเกิดความรักในตนเองมากขึ้น นี่คือความเข้าใจใหม่ที่อาจจะนำไปสู่การแก้ปัญหาในเรื่อง Sexting่ที่สังคมไทยต้องการ
พิสินี แดงวัง
นักจิตวิทยาประจำศูนย์วัยรุ่น โรงพยาบาลสมิติเวชศรีนครินทร์

วันจันทร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2555

คู่มือดูแลผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม

ปัญหาโรคกระดูกและข้อที่ไม่ได้เกิดจากการบาดเจ็บยังพบอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากการเสื่อมสึกหรอของข้อต่อต่างๆ ของร่างกายภายหลังการใช้งานมานาน ภาวะข้อเสื่อมตามสภาพร่างกายนั้นจึงเกิดขึ้นกับทุกคนเมื่อมีอายุมากขึ้น โรคข้อเสื่อมจึงเป็นโรคที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ

โดยเฉพาะโรคข้อเข่าเสื่อมเนื่องจากเป็นข้อที่รับน้ำหนักและใช้งานมาก การรักษาผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมนับว่ามีความสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ป่วยมีความสามารถในการดูแลช่วยเหลือตนเอง ลดอาการปวด ลดอาการแทรกซ้อน ชะลอการเสื่อมของข้อ ป้องกันความพิการ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ข้อเข่า
ป็นข้อรับน้ำหนักที่ใหญ่ที่สุดของร่างกาย ข้อเข่าที่ปกติและมีสภาพที่ดี ต้องมีคุณสมบัติ คือ เป็นข้อที่เคลื่อน ไหวได้ดี ไม่ทำให้ปวด และมีความมั่นคงในขณะใช้งาน    
    

รูปภาพ  ภาพวาดแสดงข้อเข่าปกติ


โรคข้อเข่าเสื่อม
  หมายถึง การเสื่อมสภาพของกระดูกอ่อนข้อต่อโดยเกี่ยวข้องกับอายุ การเปลี่ยนแปลงทางเคมีที่เกิดในข้อ และการเปลี่ยนแปลงทางเมคานิคของข้อ

ปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดภาวะข้อเข่าเสื่อม
  1. อายุที่มากขึ้นมักพบในผู้ที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ขึ้นไป
  2. โรคข้ออักเสบเรื้อรังต่างๆ เช่น รูมาตอยด์, เก๊าท์, เอสแอลอี
  3. การใช้งานข้อเข่าไม่เหมาะสม
  4. มีน้ำหนักตัวมากเกินปกติ
  5. อุบัติเหตุ
การเปลี่ยนแปลงของข้อ
  • กระดูกอ่อนผิวข้อ  มีการนุ่มลง เมื่อเป็นมากขึ้นกระดูกอ่อนผิวข้อก็อาจจะหายไปเลยทำให้กระดูกของข้อมาถูกันถ้าการสึกหรอของกระดูกอ่อนผิวข้อไม่เท่ากัน ก็จะทำให้กระดูกทรุดเข้าหากัน และทำให้เกิดมีแนวของข้อผิดไป เกิดขาโก่งหรือขาเกขึ้นได้
  • การกระจายการรับน้ำหนักของกระดูกผิวข้อ ผิดปกติ  ทำให้การรับน้ำหนักผิดปกติ
  • เยื่อหุ้มข้อ    ถูกระคายเคือง เกิดการอักเสบ และสร้างน้ำในข้อมากขึ้น ทำให้เกิดอาการปวด บวม และข้ออุ่น
  • กล้ามเนื้อรอบข้อเข่า มีความแข็งแรงน้อยลง แรงกระแทกจึงเกิดกับผิวข้อมากขึ้น
  • เอ็นยึดข้อ บางส่วนหย่อนยานขึ้น ทำให้ข้อแกว่ง หรือหลวมมากขึ้น
  • กระดูก มีการหนาตัวของกระดูก และบริเวณขอบของกระดูกจะเห็นกระดูกงอก                 

      การเปลี่ยนแปลงของข้อเข่าเสื่อม 


    รูปภาพแสดง การเปลี่ยนแปลงของข้อเข่าเสื่อม

              สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเหล่านี้ล้วนเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน ในระยะแรก ผู้ป่วยมักมีข้อเข่าบวม อาจร่วมกับอาการปวด อาการขัดที่ข้อ โดยอาการจะเป็นมากขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหว  คือในขณะเหยียดและงอข้อเข่า ซึ่งเกิดจากการที่กระดูกอ่อนผิวข้อไม่เรียบและมีกระดูกงอกเกิดขึ้น ผู้ป่วยบางคนก็จะปรับตัวด้วยการไม่เหยียด หรืองอข้อเข่า  เมื่อเวลาผ่านไป ทำให้เกิดปัญหาข้อติดขัดตามมา อาการเหล่านี้จะเป็นมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ขณะเดียวกันถ้าข้อที่เสื่อมอักเสบนั้นถูกใช้งานมากและต่อเนื่องอาการก็จะเป็นมากขึ้นได้เช่นกัน

               โดยส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะมาพบแพทย์เมื่อมีอาการต่างๆ เกิดขึ้นพอควรแล้ว หรือ ไม่สามารถประกอบกิจวัตรประจำวันได้เหมือนเดิม ซึ่งอาการหลัก ๆ ก็คือ อาการปวด, ขัด และหรือบวมของข้อเข่า หรือในรายที่มีข้อเข่าโก่งอยู่บ้างแล้วก็มักจะมาด้วยเรื่องเข่าผิดรูป หรือทำให้เกิดปัญหาปวดมากขณะเปลี่ยนท่า เช่น จากท่านั่งเป็นท่ายืน

               ในผู้ป่วยที่ชีวิตประจำวันต้องมีการนั่งในลักษณะงอข้อเข่ามาก เช่น นั่งยอง ๆ นั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิหรือนั่งคุกเข่า หรือจำเป็นต้องขึ้นหรือลงบันไดจำนวนหลาย ๆ ชั้นอยู่เป็นประจำ ก็มักทำให้อาการอักเสบของข้อเข่ารุนแรงขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถดำเนินชีวิตเหมือนที่เคยทำในขณะเป็นปกติได้ในเวลาอันสั้น จนอาจเป็นสาเหตุให้ต้องมาพบแพทย์เร็วขึ้น
ดังนั้นคุณควรมีความรู้เกี่ยวกับอาการและอาการแสดงของโรคข้อเข่าเสื่อมเพื่อที่จะได้เข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงทีก่อนที่ข้อเข่าจะเสื่อมเพิ่มมากขึ้น

 อาการและอาการแสดงของข้อเข่าเสื่อม
  • อาการข้อเข่าฝืด ตึง โดยเฉพาะในช่วงตื่นนอน หรือพักการใช้งานขอข้อเข่านานๆ
  • อาการปวดเข่า   มีลักษณะปวดตื้อๆ ทั่วๆ ไปบริเวณข้อและมักปวดแบบเรื้อรัง อาการปวดจะมากขึ้นเมื่อมีการใช้งาน   เช่น นั่งคุกเข่า นั่งยองๆ และจะทุเลาลงเมื่อพักการใช้งาน
  • มีเสียงในข้อเข่า เมื่อเวลาขยับเคลื่อนไหว  ซึ่งเกิดจากการเสียดสีของผิวข้อที่ไม่เรียบขรุขระ ซึ่งเป็นผลของการมีเศษกระดูก และอาจเกิดจากการสึกหรอของกระดูกอ่อนในข้อที่พลิกไปมา
  • เวลาขึ้น-ลงบันได จะมีอาการเจ็บเสียวที่ข้อเข่า
  • การเปลี่ยนรูปร่างขอข้อเข่า ในรายที่เป็นมากจะมีการชำรุดของบริเวณเข่าด้านในมากกว่าด้านนอก จนทำให้กระดูกชิดชนกัน ร่วมกับกระดูกงอกที่เกิดขึ้น การเกิดกระดูกงอกที่เป็นมาก อาจจะคลำได้กดเจ็บ และก่อให้เกิดการโค้งงอขอข้อเข่า 

                                  (ภาพซ้าย: แสดงเข่าปกติ, ภาพกลาง: แสดงเข่าโค้งงอด้านนอกภาพขวา: แสดงเข่าคดชนกัน)
     (ภาพซ้าย: แสดงเข่าปกติ, ภาพกลาง: แสดงเข่าโค้งงอด้านนอกภาพขวา: แสดงเข่าคดชนกัน)
  • เข่าบวม เนื่องจากมีของเหลวในข้อมากกว่าปกติโดยเฉพาะในรายที่มีอาการอักเสบ
  • เดินลำบาก เพราะมีอาการเจ็บ ขัด ทำให้เดินลงน้ำหนักได้ไม่เต็มที่ มีข้อจำกัดในการเหยียดงอ กล้ามเนื้ออ่อนแรง และลีบลง จนเห็นข้อเข่าโต บวมขึ้น    

    ข้อเข่าบวมอักเสบ
          รูปภาพแสดง  ข้อเข่าบวมอักเสบ
               

  • ท่าเดิน  Gait  เป็นผลจากการชำรุดของข้อต่อและกล้ามเนื้อที่เสื่อม ถ้าเป็นเข่าข้างเดียว จะเป็นลักษณะคล้ายขาสั้นข้างยาวข้างคือลงน้ำหนักได้ไม่เต็มที่ หรือเอนตัวเดิน ถ้าเป็นทั้งสองข้าง ประกอบกับข้อเข่าโก่ง จะเดินกะเผลกโยนตัวไปมา เดินระยะทางไกลๆไม่ไหว
การวินิจฉัยภาวะข้อเข่าเสื่อม
อาศัยการซักประวัติ การตรวจร่างกาย โดยผู้ป่วยโรคข้อเสื่อมมักมีอาการและอาการแสดงดังกล่าว ร่วมกับการถ่ายภาพเอกซเรย์ของข้อเข่า เพื่อทราบความรุนแรงของโรคเพื่อพิจารณาแนวทางในการรักษา

สำหรับการเอ็กซเรย์ อาจจะพบความผิดปกติ เช่น ช่องของข้อเข่าแคบลง มีกระดูกงอกตามขอบของกระดูกเข่าและกระดูกสะบ้า  ในรายที่เป็นมากจะพบการโค้งงอของข้อเข่า

แนวทางการรักษา

การวางแผนการรักษาขึ้นกับปัจจัยเสี่ยงของผู้ป่วยแต่ละราย ความรุนแรงของอาการและการแสดงcomorbidity ของผู้ป่วย ได้แก่ โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง โรคกระเพาะอาหาร โรคไต และความรุนแรงในการทำลายโครงสร้างของกระดูกอ่อนข้อต่อ



การรักษาโรคโดยไม่ใช้ยา

1.     การให้ความรู้เรื่องข้อเข่าเสื่อม 
คุณควรได้รับทราบเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของการรักษา ทราบถึงความสำคัญของการเปลี่ยนลักษณะความเป็นอยู่, การออกกำลังกาย,การทำกิจกรรมการลดน้ำหนัก , การลดแรงกระทำที่ข้อเข่า

2.    การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้ชีวิตประจำวัน
·     หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่มีการงอเข่ามาก   เช่น การนั่งพับเพียบ การนั่งยองๆ นั่งขัดสมาธิ นั่งคุกเข่า เพราะจะทำให้ผิวข้อเข่าเสื่อมเร็วมากขึ้น ควรนั่งเก้าอี้สูงระดับเข่า
·     การเข้าห้องน้ำ ควรนั่งบนชักโครกหรือนั่งบนเก้าอี้สามขาที่มีรู ควรทำที่จัดยึดบริเวณด้านข้างโถ เพื่อช่วยพยุงตัวเวลาลุกนั่ง ไม่ควรนั่งยองๆ เพราะผิวข้อเข่าจะเสียดสีกันมากขึ้น 

      




·     การนอนบนเตียง เตียงควรมีความสูงระดับเข่า ไม่ควรนอนราบบนพื้น เพราะผิวข้อเข่าจะเสียดสีกันมากขึ้นเวลาจะลุกขึ้นหรือจะนอน
·     หลีกเลี่ยงการขึ้นลงบันไดบ่อยๆหรือหลายๆชั้น ถ้าจำเป็นขึ้น-ลงบันไดให้น้อยครั้งที่สุดเท่าที่จะทำได้
·     การยืน ควรยืนขาตรง กางขาออกเล็กน้อย เพื่อให้น้ำหนักตัวลงบนขาทั้งสองข้างเท่าๆกัน
·     การเดิน ควรเดินบนพื้นราบ ไม่ควรเดินบนพื้นลาดเอียง พื้นขรุขระ  เพราะจะทำให้น้ำหนักตัวกดลงไปที่เข่ามากขึ้นและอาจเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย  ควรใส่รองเท้าส้นเตี้ย มีขนาดกระชับพอดี     
·     หลีกเลี่ยงการนั่งหรือยืนในท่าเดียวกันนานๆ
·     หลีกเลี่ยงกีฬาที่มีการปะทะ  เช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล เบสบอล เพราะอาจทำให้กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นรอบข้อเข่าเกิดการฉีกขาดได้
·     ควบคุมน้ำหนักตัวให้เหมาะสม โดยการควบคุมอาหารควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย ควรรับประทานอาหารให้ครบทั้ง   5 หมู่   เลือกอาหารที่มีไขมันต่ำและลดปริมาณอาหารในแต่ละมื้อให้น้อยลง
3.   กายภาพบำบัดในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม
จากการทำวิจัยในประเทศต่างๆเช่นอเมริกา ออสเตรเลีย พบว่าการรักษาทางกายภาพบำบัดโดยเฉพาะการออกกำลังกายในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม   จะช่วยให้ อาการปวดข้อเข่าลดลง   สามารถทำกิจกรรมที่เมื่อก่อนทำไม่ได้หรือทำได้ลำบากได้ดีขึ้น เช่น การขึ้นลงบันได  การลุกนั่ง  และ เพิ่มความสามารถในการทำกิจกรรมได้นานขึ้น  เช่นการเดิน  เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้ออกกำลังกาย
หลักการการออกกำลังกายในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม
  1. การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อข้อเข่า  เป็นการยืดกล้ามเนื้อของขาโดยเน้นที่กล้ามเนื้อข้อเข่า สำหรับลดอาการตึงหรือปวดเข่าเวลาเปลี่ยนท่าทางหรืออิริยาบถ เช่นการลุกนั่ง
  2. การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เป็นการออกกำลังแบบค่อยเป็นค่อยไป จนถึงระดับปานกลาง  สำหรับลดอาการปวดข้อเข่าเมื่อมีการใช้งานมาก เช่นเดินนาน
  3. การออกกำลังกายเพื่อเพิ่มความสามารถในการทำกิจกรรมได้ใกล้เคียงกับปกติมากขึ้น โดยจะเน้นการออกกำลังกายในรูปแบบการเดินสายพาน, ขี่จักรยาน และการฝึกการทรงตัว
    • การออกกำลังกายทั้งหมดนี้ จะต้องทำในระดับที่ไม่มีอาการปวด 
    • การออกกำลังกายจะได้ผลเมื่อผู้ป่วยสามารถนำไปปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ ตามคำแนะนำของแพทย์และนักกายภาพบำบัด
    • แพทย์อาจสั่งการรักษาทางกายภาพบำบัดอื่นๆร่วมด้วย เช่น การให้ความเย็น ร่วมกับเครื่องช่วยการเคลื่อนไหว ในกรณีข้อเข่าบวม    การให้ความร้อน เช่น แผ่นร้อน  หรือเครื่อง Ultrasound  การเคลื่อนไหวกระดูกสะบ้า เพื่อให้เข่างอได้มากขึ้น  ทำให้ขึ้นลงบันไดได้สะดวก
4.    อุปกรณ์ช่วยในการเดิน
·         การใช้ไม้เท้าเพื่อช่วยลดแรงกระทำต่อข้อเข่า ในกรณีที่ปวดมากควรถือไม้เท้าในมือด้านตรงข้ามกับข้างที่ปวดเข่า 
·         สนับเข่าเพื่อกระชับลูกสะบ้า ช่วยปรับความตึงของเอ็นรอบสะบ้า
อุปกรณ์ช่วยในการเดิน 
รูปภาพแสดง   อุปกรณ์ช่วยในการเดิน


การรักษาโรคโดยใช้ยา

การใช้ยา
แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มยาแก้ปวด และกลุ่มยาที่มีคุณสมบัติในการยับยั้งการทำลายของกระดูกอ่อนและหรือกระตุ้นการซ่อมแซมกระดูกอ่อนที่เสื่อม
  1. ยาแก้ปวด
·      ยาแก้ปวดที่ไม่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ โดยทั่วไปใช้ยา พาราเซตามอล  โดยให้เป็นครั้งๆตามความเหมาะสม
·      ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตรียรอยด์  ( NSAID) ซึ่งมีทั้งชนิดฉีด รับประทาน และทาภายนอก  ไม่ควรใช้เป็นระยะเวลานาน เพราะมีผลข้างเคียงต่อกระเพาะอาหาร 

ในปัจจุบันจะมียากลุ่มต้านการอักเสบกลุ่มใหม่ที่มีผลข้างเคียงต่อทางเดินอาหารน้อยลง  คือยาต้านการอักเสบ กลุ่ม
Cox II แต่ยากลุ่มนี้มีราคาค่อนข้างแพง

ผลข้างเคียงของยา
อาการที่พบบ่อยที่สุด คือ  เป็นแผลในกระเพาะอาหาร  เลือดออกในกระเพาะอาหาร  ไตบวม  ความดันโลหิตสูง  เป็นต้น
ในกรณีที่มีแผลในกระเพาะอาหาร  แพทย์มักจะให้ยาลดการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร  เพื่อป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร
·      ยาทาแก้ปวด มีการใช้กันมากแต่ข้อมูลในเรื่องประสิทธิภาพของยาต่ออาการปวดค่อนข้างจำกัด
การฉีดยาคอร์ติโคสเตียรอยด์เข้าข้อ   เช่น แพทย์อาจจะฉีดในบางรายที่มีข้อบ่งชี้ เช่น มีการอักเสบร่วมด้วย  การฉีดยาเข้าข้อเข่าไม่ควรฉีดเกิน 3 ครั้งต่อปี เนื่องจากผลของยาจะทำลายกระดูกอ่อนข้อต่อ เพื่อลดอาการปวด
·      ยากลุ่มคลายความเศร้า  จะช่วยเสริมฤทธิ์แก้ปวดได้ โดยเฉพาะในรายที่มีปัญหาการนอนหลับ
·      ยาคลายกล้ามเนื้อ บางครั้งเกิดจากกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าเกร็งตัว การให้ยาคลายกล้ามเนื้อจะช่วยบรรเทาอาการ
  1. ยารับประทานเพื่อเสริมบำรุงกระดูกผิวข้อ  ยากลุ่มนี้มีผลต่อการยับยั้งการทำลายกระดูกอ่อนและมีฤทธิ์กระตุ้นการซ่อมแซมกระดูกอ่อนข้อเข่าที่เริ่มเสื่อม

    น้ำเลี้ยงข้อเข่าเทียม
      ด้วยการฉีดสารเพิ่มความยืดหยุ่น (
    Viscosupplementation) เข้าไปในเข่าเสื่อมเพื่อช่วยหล่อลื่นข้อเข่าให้เคลื่อนไหวดีขึ้น  และช่วยชะลอการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าออกไป  การฉีดจะฉีดอาทิตย์ละครั้งจำนวน   3-5 ครั้ง ซึ่งอาการจะทุเลาลงได้ประมาณ 6 เดือน
  2. ยารับประทานเพื่อเสริมบำรุงกระดูกผิวข้อ  ยากลุ่มนี้มีผลต่อการยับยั้งการทำลายกระดูกอ่อนและมีฤทธิ์กระตุ้นการซ่อมแซมกระดูกอ่อนข้อเข่าที่เริ่มเสื่อม                        
  3. น้ำเลี้ยงข้อเข่าเทียม   ด้วยการฉีดสารเพิ่มความยืดหยุ่น ( Viscosupplementation) เข้าไปในเข่าเสื่อมเพื่อช่วยหล่อลื่นข้อเข่าให้เคลื่อนไหวดีขึ้น  และช่วยชะลอการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าออกไป  การฉีดจะฉีดอาทิตย์ละครั้งจำนวน   3-5 ครั้ง ซึ่งอาการจะทุเลาลงได้ประมาณ 6 เดือน
การรักษาโดยการผ่าตัด
ก่อนการผ่าตัดรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม ผู้ป่วยควรได้รับข้อมูลและมีส่วนร่วมในตัดสินใจในเรื่องการดูแลรักษา,ประสิทธิภาพของการผ่าตัดชนิดต่างๆความเสี่ยงหรือภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้น ผลลัพธ์ของการผ่าตัด

ข้อห้ามในการผ่าตัดเข่า
- ข้อเข่าอักเสบติดเชื้อ หรือกระดูกติดเชื้อ
- ข้อเข่าเสื่อมแบบมีความผิดปกติของการรับรู้อาการปวด
1.    การส่องกล้อง
วิธีการผ่าตัด
เหมาะสำหรับในกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการไม่มากและขาไม่โก่งมาก โดยการนำเอาผิวข้อส่วนที่สึกหรอและหลุดลอยอยู่ในข้อออก นอกจากนี้ยังตัดกระดูกงอกหรือซ่อมแซมส่วนที่ฉีกขาด การส่องกล้องเข่าจะได้ผลดีในผู้ป่วยประมาณ 80 % บรรเทาอาการได้ นานประมาณ 2 ปี หรือมากกว่านั้น     
การส่องกล้องข้อเข่า
รูปภาพ   การส่องกล้องข้อเข่า    


2.    การผ่าตัดจัดแนวกระดูก
วิธีการผ่าตัด 
การผ่าตัดจัดแนวกระดูกให้ตรงแนวรับน้ำหนักตัวใช้กรณีที่ขาโก่งมากและข้อยังไม่เสื่อมมาก

ข้อบ่งชี้ในการผ่าตัด
ผู้ป่วยอายุน้อยและยังมีกิจกรรมมาก โดยต้องมีลักษณะผู้ป่วยก่อนผ่าตัดดังนี้
  • งอเข่าได้อย่างน้อย 90 องศา
  • ยังมีกระดูกอ่อนผิวข้อด้านในคงเหลืออยู่
  • ไม่มีหรือมีน้อยมากที่มีการเสื่อมของกระดูกอ่อนด้านนอกของเข่าและกระดูกอ่อนผิวลูกสะบ้า
  • เข่ายังมันคงดีหรือมีการเลื่อนไปด้านนอกหรือความไม่มันคงไม่มากนัก
3.    การผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียมบางส่วน
การเปลี่ยนผิวข้อเฉพาะส่วน เป็นการเปลี่ยนผิวข้อเพียงซีกด้านในหรือซีกด้านนอกของข้อ ที่เป็นบริเวณรับน้ำหนักเข่าเท่านั้น และไม่มีการเปลี่ยนผิวของกระดูกสะบ้า รวมทั้งเส้นเอ็นไขว้ด้านหน้า ยังดีอยู่ สำหรับวัสดุที่ใช้ในการเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียมบางส่วนมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับข้อเข่าเทียมชนิดทั้งข้อข้อเข่า

                                           การผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียมบางส่วน
รูปภาพ    การผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียมบางส่วน

 4.   การผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมทั้งหมด
เป็นการผ่าตัดเปลี่ยนเฉพาะผิวของกระดูกที่สึกหรอ  ขรุขระไม่เรียบ  คือ กระดูกจากส่วนต้นขา และกระดูกจากส่วนหน้าแข้ง และผิวของกระดูกสะบ้าออกแล้วทำการแต่งกระดูกให้ได้มุมรับกับผิวข้อเทียมที่จะใส่เข้าไป  โดยส่วนใหญ่แพทย์อาจจะใช้สารยึดกระดูกเพื่อให้เกิดการยึดข้อเทียมกับกระดูก ซึ่งเมื่อสารนี้แข็งตัวดีแล้วจะมีความแข็งแรงมาก และความทนทานนาน ทำให้ผู้ป่วยสามารถเดินลงน้ำหนักได้ทันทีภายหลังจากการผ่าตัด    วิธีนี้ได้ผลดีมากกว่า 90  % และมีอายุการใช้งานประมาณ 10-15 ปี           
              การผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียมทั้งหมด 
รูปภาพ  การผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียมทั้งหมด

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นภายหลังการผ่าตัด
  1. ภาวะติดเชื้อ
  2. ภาวะลิ่มเลือดอุดตันที่ขา
  3. ภาวะลิ่มเลือดอุดตันที่ปอด
  4. กระดูก patellar  แตก
  5. การบาดเจ็บของหลอดเลือดและเส้นประสาท
  6. ข้อยึดติดแข็ง
  7. ข้อเข่าเทียมหลวมเสื่อมสภาพเร็ว
ภาวะแทรกซ้อนทั่วๆไปที่อาจพบ เช่น ปอดอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด, หัวใจวาย, เสียชีวิต

การปฏิบัติตัวก่อนเข้ารับการผ่าตัด
การให้ข้อมูลและการเตรียมความพร้อมก่อนการรักษาตัวโรงพยาบาล
  1. ท่านจะได้รับการให้คำปรึกษาและแนะนำถึงสภาวะของโรค และข้อดี ข้อเสีย รวมถึงภาวะแทรกซ้อนของการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม การปฏิบัติตนก่อนการผ่าตัด  การพักฟื้นขณะอยู่ที่โรงพยาบาล และแนวทางการปฏิบัติตัวก่อนกลับบ้าน และเมื่ออยู่ที่บ้านรวมทั้งมีโอกาสได้ซักถามข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการผ่าตัดโดยทีมศัลยแพทย์ และพยาบาลผู้เชี่ยวชาญ
  2. ควรแจ้งให้แพทย์ทราบถึงยาทุกชนิดที่ท่านใช้เป็นประจำ   โดยเฉพาะกรณีที่ท่านมีโรคประจำตัว เพื่อปรึกษาแพทย์ร่วมดูแลเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนผ่าตัด
  3. หลังจากนั้นท่านจะได้รับการส่งตรวจวินิจฉัย โดยการเจาะเลือด  เอ็กซเรย์ปอด ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) และส่งปรึกษาอายุรแพทย์
  4. หากมีปัญหาฟันผุ ควรได้รับการตรวจรักษาก่อน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อไปตามกระแสเลือดภายหลังผ่าตัด ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้เกิดการติดเชื้อของข้อเข่าเทียมได้
  5. ท่านจะได้พบวิสัญญีแพทย์เพื่อรับคำอธิบายถึงชนิดยาสลบที่ใช้และการลดความเจ็บปวดหลังผ่าตัด
  6. เตรียมสถานที่ที่บ้าน  ดังนี้
    - ควรนอนชั้นล่างของบ้าน
      จัดวางสิ่งของให้เป็นระเบียบ อุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ควรอยู่ใกล้มือหยิบใช้ได้ง่าย
    - หลีกเลี่ยงการขึ้นลงบันไดบ่อยๆ
    - ห้องน้ำควรมีราวสำหรับยึดจับ
  7. ควรบริหารกล้ามเนื้อและข้อให้แข็งแรง เพื่อช่วยให้ผลของการผ่าตัดดี และสามารถเดินเป็นปกติโดยเร็วภายหลังผ่าตัดทำแต่ละท่าอย่างสม่ำเสมอทุกวัน และควรทำพร้อมกันทั้ง 2 ข้าง
การปฏิบัติตนก่อนรับการผ่าตัด
  1. งดน้ำและอาหาร 6 ชั่วโมงก่อนเข้ารับการผ่าตัดถอดเครื่องประดับทุกชนิดเก็บในตู้เซฟหรือให้ญาตินำกลับ และสวมชุดที่ทางโรงพยาบาลเตรียมไว้ให้
  2. ถอดฟันปลอม
  3. ให้เจ้าหน้าที่ล้างเล็บออกหมด (ถ้าทาเล็บ) การหายใจ ให้ผู้ป่วยสูดหายใจเข้าทางจมูกลึกๆ แล้วผ่อนลมหายใจออกช้าๆ ทางปาก ทำ 10 ครั้งทุกชั่วโมง หายใจเข้าซี่โครงขยายออก และหายใจออกซี่โครงแฟบ
  4. การไอ  ให้ผู้ป่วยสูดหายใจเข้ามาจมูกลึกๆ กลั้นหายใจไว้สักครู่ แล้วไอออกมา เป็นการเอาเสมหะออกจากลำคอ ป้องกันเสมหะตกค้างในปอด
การปฏิบัติตัวหลังเข้ารับการผ่าตัด
  1. หลังผ่าตัด จะมีท่อระบายเลือดต่อลงขวดสุญญากาศและพันขาด้วยผ้าพันแผล เพื่อให้ข้อเข่าเหยียดตรง ข้อเข่านี้จะใส่ไว้ประมาณ 1-3 วันจนกว่าจะไม่มีเลือดออกจากท่อระบาย
  2. เมื่อรู้สึกตัวดี ให้ผู้ป่วยสูดหายใจเข้าทางจมูกลึกๆ แล้วผ่อนลมหายใจออกช้าๆ ทางปาก ทำ 10 ครั้งทุกชั่วโมงขณะตื่น
การปฏิบัติตัวเมื่อกลับไปอยู่บ้าน
1.     ดูแลแผลผ่าตัดให้สะอาดอยู่เสมอ ระวังอย่าให้เปียกน้ำ  แนะนำเรื่องสังเกตอาการของการติดเชื้อของแผลผ่าตัด  เช่น  แผลบวมแดง  แผลแยก มีเลือดออกมา
2.     หมั่นบริหารกล้ามเนื้อ และข้ออย่างสม่ำเสมอ
3.     รับประทานยาตามคำสั่งการรักษาของแพทย์
4.     มาตรวจตามนัด
5.     สังเกตอาการผิดปกติที่ควรมาพบแพทย์  คือ อาการปวด บวมบริเวณน่อง ขา รวมถึง ข้อเท้าและมีอาการปวด มีน้ำเหลืองหรือเลือดไหลออกมาจากแผล  มีไข้สูง ข้อเข่า บวม แดง ข้อเข่าผิดรูปไปจากปกติ หายใจติดขัด และหายใจลำบาก
6.     รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็ก หรือวิตามินซีสูง เน้นอาหารที่มีแคลเซียมสูง เพื่อช่วยบำรุงกระดูก บำรุงเลือด ได้แก่ นม โยเกริต์ เต้าหู้  ปลาเล็กปลาน้อย  ส้ม
7.     ควบคุมน้ำหนักตัวให้เหมาะสม
8.     ระวังการพลัดตกหกล้ม เนื่องจากข้อเข่ายังไม่แข็งแรง ควรใช้อุปกรณ์ช่วยในการเดิน
9.     หลีกเลี่ยง การขึ้น ลงบันไดที่สูงชัน  การขึ้นลงบันได จะสามารถทำได้ก็ต่อเมื่อกล้ามเนื้อต้นขาแข็งแรงแล้ว และต้องมีราวบันไดสำหรับจับช่วยพยุง ควรเริ่มจากการก้าว 1 ขั้นก่อนในครั้งแรก ก้าวทีละขั้น ช้าๆ  ต้องจับราวบันไดตลอดเวลา
คำแนะนำในการขึ้นบันได
·         ก้าวแรกด้วยขาปกติ
·         ตามด้วยขาที่ถูกผ่าตัด                   
·         จากนั้นจึงนำไม้เท้าขึ้น
·         ทำซ้ำ 
คำแนะนำในการลงบันได
·         วางไม้เท้าลงบนขั้นบันได
·         ค่อยๆวางขาที่ผ่าตัดลง
·         จากนั้นลงด้วยขาปกติ
·         ทำซ้ำ       
10.  หลีกเลี่ยงการยกของหนัก หรือการรับน้ำหนักที่มากที่มากเกินไป
11.  หลีกเลี่ยงการนั่งยองๆ นั่งคุกเข่า นั่งพับเพียบ หรือนั่งขัดสมาธิ การนั่งควรนั่งเก้าอี้ที่มีวางแขน การเปลี่ยนจากท่านั่งเป็นท่ายื่น ควรพยายามถ่ายน้ำหนักให้เท่ากันทั้งข้าง
12.  หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวที่เร็วเกินไป รวมถึงการหมุนตัวที่รวดเร็วด้วย
13.  หลีกเลี่ยงกีฬา เช่น วิ่ง เทนนิส กอล์ฟ หรือกีฬาที่มีแรงกระแทกที่ข้อเข้า  แต่สามารถเดินเล่น ปั่นจักรยานระยะสั้นๆและเต้นรำได้
14.  เวลานอนตะแคง ควรที่จะวางหมอนระหว่างหัวเข่าทั้งสองข้าง เวลานอนหงายไม่ควรวางหมอนไว้ใต้หัวเข่า
15.  จัดวางสิ่งของหรือของใช้ในชีวิตประจำวันให้อยู่ใกล้ตัวเพื่อสะดวกต่อการหยิบใช้
16.  หากผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัดใดๆหรือไปทำฟันควรแจ้งให้แพทย์ หรือทันตแพทย์ทราบทุกครั้งว่าได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมไว้ เพื่อการพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะ เพื่อป้องกันการติดเชื้อของข้อเข่าเทียม
17.  เรื่องการมีเพศสัมพันธ์ไม่มีข้อจำกัด  แต่ไม่ควรใช้ท่าที่มีการงอเข่ามาก

ระยะเวลา  2  สัปดาห์หลังการผ่าตัด
  • การเดิน ควรเดินได้เอง (อาจใช้เครื่องช่วยเดินหรือไม่ก็ได้)
  • ทำกิจวัตรประจำวัน เช่น เดินภายในบ้านได้ด้วยตนเอง
  • กำลังกล้ามเนื้อ ควรเหยียดข้อเข่าได้ตรง หรือเกือบตรง
  • การงอข้อเข่า ควรงอได้อย่างน้อยประมาณ 90 องศา
การเปลี่ยนแปลงที่ถือว่าเป็นปกติ
อาการปวดและข้ออุ่น เกิดขึ้นเป็นเวลา เช่น เวลาฝึกงอข้อเข่ามากๆ โดยเฉพาะกลางคืน  วิธีปฏิบัติที่เหมาะสม คือ ลดความถี่ในการฝึกงอข้อ ฝึกงอข้อเข่าแบบช้า ๆเวลานอนสามารถหนุนขาบนหมอนให้ปลายเท้าสูง
ความบวม อาจพบว่าขาข้างที่ผ่าตัดมีขนาดใหญ่ หรือบวมกว่าข้างที่ไม่ได้ผ่าตัด โดยเฉพาะเมื่อนั่งห้อยเท้านาน ๆไม่นั่งห้อยเท้านาน กระดกเท้าและข้อเท้าขึ้น/ลงบ่อย ๆ เกร็งกำลังเหยียดข้อเข่าตรงบ่อย ๆ และฝึกเดินโดยยกเท้าขึ้นสูงระหว่างก้าวขา

ระยะเวลา  6 สัปดาห์ หลังการผ่าตัด
  • การเดิน ควรเดินได้เอง (โดยไม่ใช้เครื่องช่วยเดิน)
  • ทำกิจวัตรในชีวิตประจำวันได้ด้วยตนเอง รวมถึงมีกิจกรรมการเดินภายนอกบ้าน
  • การขึ้นและลงบันได เข้าและออกจากรถยนต์นั่งได้สบาย
  • กำลังกล้ามเนื้อ เหยียดข้อเข่าได้ตรงหรือเกือบตรงอย่างสบาย
  • การงอข้อเข่า ควรทำได้อย่างน้อยประมาณ 120 องศา
การเปลี่ยนแปลงที่ถือว่าเป็นปกติ
อาการปวดและข้ออุ่น ยังคงมีอยู่ และมีอาการปวดจี๊ดรอบๆข้อหรือกล้ามเนื้อขากระตุก เกิดจากปลายประสาทความรู้สึกเริ่มทำงานใหม่หลังผ่าตัด

ระยะเวลา  12 สัปดาห์ หรือ 3 เดือนหลังการผ่าตัด
  • การเดิน  ควรเดินได้อย่างปกติ
  • ทำกิจวัตรในชีวิตประจำวัน ได้อย่างสบาย สามารถขึ้นลงบันได เข้าออกจากรถยนต์ได้อย่างสบาย
  • กำลังกล้ามเนื้อ เหยียดข้อเข่าได้ตรงหรือเกือบตรงอย่างสบาย
  • การงอข้อเข่า ควรทำได้อย่างน้อยประมาณ 120-140 องศา
การเปลี่ยนแปลงที่ถือว่าเป็นปกติ
อาการปวดนานๆครั้ง อาการเข่าอุ่นยังคงมีอยู่ อาการบวมควรหายไป แผลเป็นมีรอยเด่นชัดที่สุด

ระยะเวลา  6 เดือนหลังการผ่าตัด
  • การเดิน เดินได้เองอย่างปกติ
  • ทำกิจวัตรประจำวัน ได้เป็นปกติ
  • กำลังกล้ามเนื้อ เหยียดข้อเข่าได้ตรง
การเปลี่ยนแปลงที่ถือว่าเป็นปกติ
ไม่มีอาการปวด บวม อาการเข่าอุ่นหายไปหรือน้อยมาก แผลเป็นมีรอยนูนน้อยลง

ระยะเวลา 12 เดือนหรือ1 ปี หลังการผ่าตัด
เดินและทำกิจวัตรประจำวันได้เป็นปกติ

การเปลี่ยนแปลงที่ถือว่าเป็นปกติ
ไม่มีอาการปวด บวม อาการเข่าอุ่นและแผลเป็นไม่มีรอยนูน            

การปฏิบัติตนและการออกกำลังกาย 

คู่มือดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง

สนุกได้กับชีวิตที่คุณรัก
ด้วยมาตรฐานการรักษาโรงเฉพาะทางระดับโลกถึง 5 สาขา
ที่ได้รับการรับรองจาก JCI สถาบันรับรองคุณภาพระดับสากลแห่งสหรัฐอเมริกา

สมิติเวชพร้อมดูแลคุณ ให้คุณได้กลับไปสนุกกับกิจกรรมที่คุณรักได้อีก ด้วยมาตรฐานระดับโลกนี้ ผู้ป่วยและครอบครัวมั่นใจได้ถึงการดูแลรักษาอย่างถูกต้องแม่นยำ ตั้งแต่แรกเข้ารับการรักษา ขณะพักฟื้น จนสามารถใช้ชีวิตเป็นปกติและมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ด้วยศักยภาพในการรักษาที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก ในเรื่อง
  • การวางแผนการดูแลรักษาผู้ป่วยอย่างเป็นขั้นตอน
  • ความเชี่ยวชาญและกระบวนการรักษาที่แม่นยำวัดผลได้
  • การพัฒนาศักยภาพในการรักษา
  • การจัดการฐานข้อมูลผู้ป่วยและใช้ข้อมูลในการดูแลรักษาร่วมกับผู้ป่วย
  • การดูแลสนับสนุนทั้งผู้ป่วยและครอบครัวให้มีสภาพจิตใจที่ดี ใช้ชีวิตอยู่กับโรคอย่างเข้าใจ

1.   โรคหลอดเลือดสมองคืออะไร

โรคหลอดเลือดสมอง หรือที่เรียกว่า
โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต เกิดจาก สมองขาดเลือดไปเลี้ยงอย่างฉับพลัน แบ่งเป็นสองประเภทใหญ่ๆ คือ
1)    เส้นเลือดสมองตีบ
2)    เส้นเลือดสมองแตก
เมื่อสมองขาดเลือดไปเลี้ยง เซลล์สมองจะตาย ทำให้เกิดความผิดปกติของร่างกายในส่วนที่ควบคุมโดยสมองที่ได้รับความเสียหาย

stoke
 
2.   โรคหลอดเลือดสมองพบได้บ่อยแค่ไหน
ทั่วโลกจะพบผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองประมาณ
2 คนต่อประชากรทุกๆ 1000 คน แปดสิบเปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยทั้งหมดมีอายุมากกว่า 60 ปี

ทำไมโรคหลอดเลือดสมองจึงรีบด่วน
 ทุกนาทีมีค่า ยิ่งสมองขาดเลือดนานสมองจะถูกทำลายมากขึ้น ช่วงเวลาสำคัญที่สุดคือ
3 ชั่วโมงแรกหลังมีอาการ และควรพาผู้ป่วยมาถึงโรงพยาบาลภายใน 60 นาที เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้อง

3.     อาการสำคัญ

stoke


4.    ปัจจัยเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง
การลดปัจจัยเสี่ยงจะช่วยลดโอกาสการเป็นโรคหลอดเลือดสมองได้
ปัจจัยเสี่ยงที่สามารถปรับเปลี่ยนได้
1)    ความดันโลหิตสูง
2)    หัวใจเต้นผิดจังหวะ
3)    ไขมันในเลือดสูง
4)    เบาหวาน
5)    สูบบุหรี่
6)    อ้วน/น้ำหนักเกิน
7)    ความเครียด
8)    ขาดการออกกำลังกาย

5.     ปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนไม่ได้
1)    อายุ
2)    เพศ
3)    เชื้อชาติ
4)    ประวัติโรคหลอดเลือดสมองในครอบครัว
5)    โรคทางพันธุกรรมบางประเภท
6)    เคยเป็นโรคหลอดเลือดสมองหรือโรคหัวใจขาดเลือดมาก่อน

6.    โรคหลอดเลือดสมองหายเป็นปกติได้หรือไม่
การฟื้นสภาพร่างกายจากโรคหลอดเลือดสมองต้องอาศัยระยะเวลาอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเฉพาะในระยะหกเดือนแรกหลังเกิดอาการ อาการจะดีขึ้นเร็วช้าหรือมากน้อยเพียงใดขึ้นกับสภาพร่างกายและพยาธิสภาพของแต่ละบุคคล การทำกายภาพบำบัดจะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยส่งเสริมให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

โอกาสเป็นซ้ำของโรคหลอดเลือดสมอง
 การกลับเป็นซ้ำของโรคหลอดเลือดสมองพบได้ค่อนข้างบ่อย พบว่าประมาณ
25 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยที่โรคหลอดเลือดสมองครั้งแรก จะมีโอกาสเป็นซ้ำได้อีกภายในห้าปี

7.     การปฎิบัติตัว
1)    ควบคุมปัจจัยเสี่ยงให้อยู่ในค่าที่กำหนด
·    แอลดีแอล คลอเลสเตอรอล (LDL-cholesterol) < 100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร
·    เอชดีแอล คลอเลสเตอรอล (HDL-cholesterol) > 40 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร
·    ความดันโลหิตน้อยกว่าหรือเท่ากับ 120/80 มิลลิเมตรปรอท
·    น้ำตาลในเลือดน้อยกว่าหรือเท่ากับ 100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร
2)    รับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ งดเค็ม งดหวาน
3)    รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ
4)    ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดสม่ำเสมอ
5)    ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
6)    เลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ น้อยกว่า 1 ดริ๊งต่อวันสำหรับผู้หญิง หรือ 2 ดริ๊งต่อวันสำหรับผู้ชาย
 (1 ดริ๊ง เท่ากับ เบียร์ 360 มิลลิลิตร ไวน์ 120 มิลลิลิตร หรือเหล้า 30 มิลลิลิตร)
7)    ห้ามใช้ยาเสพติดทุกชนิด เช่น เฮโรอีน โคเคน หรือกัญชา

8.    วิธีป้องการการเกิดโรคหลอดเลือดสมองซ้ำ
1)    หยุดสูบบุหรี่
2)    รับประทานยาควบคุมความดันโลหิตและระดับน้ำตาล
3)    รับประทานยาแอสไพรินหรือยาต้านเกร็ดเลือดตามแพทย์สั่ง
4)    ออกกำลังกายหนักปานกลาง อย่างน้อย 30 นาทีต่อเนื่อง ห้าวันต่อสัปดาห์
5)    มาพบแพทย์ตามนัดอย่างเคร่งครัด

9.    คำแนะนำสำหรับการฟื้นฟูสภาพของผู้ป่วยเมื่อกลับบ้าน
1)    ประสานงานร่วมกับผู้ดูแลเพื่อการฟื้นฟูสภาพผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง
2)    พบแพทย์ตามนัดภายใน 1 เดือนหลังออกจากโรงพยาบาล
3)    ทำการกายภาพบำบัดต่อเนื่องที่บ้านสม่ำเสมอ
4)    ทำกิจวัตรประจำวันให้ใกล้เคียงปกติเหมือนก่อนเป็นโรคหลอดเลือดสมอง ค่อยๆ เริ่มวันละเล็กวันละน้อย
5)    สร้างเครือข่ายในชุมชนเพื่อกระตุ้นพัฒนาการของผู้ป่วย

10.  ข้อควรปฎิบัติเมื่อพบผู้ป่วยสงสัยโรคหลอดเลือดสมอง
โทรเรียกขอความช่วยเหลือที่ 0-2378-9000

รีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันที

11.  แหล่งความรู้เพิ่มเติม
1)    สอบถามรายละเอียดข้อสงสัยกับแพทย์ผู้ตรวจรักษา
โทร
0-2378-9000
2)    ค้นหาข้อมูลในเวบไซต์ www.samitivejhospitals.com

12.  การตรวจยืนยันโรคหลอดเลือดสมอง
ปัจจุบันมีอุปกรณ์หลายชนิดที่ช่วยในการวินิจฉัยและสืบค้นสาเหตุของโรคหลอดเลือดสมอง ได้แก่
1)    เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) หรือเอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)
2)    อัลตราซาวด์หลอดเลือดศีรษะและคอ (carotid duplex and transcranial droppler ultrasound)
3)    เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ฉีดสีเส้นเลือด (CT angiography)หรือเอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าฉีดสีเส้นเลือด (MRA)
4)    อัลตราซาวด์หัวใจ (Echocardiography)

13.  แนวทางการรักษาผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง
1)    การรักษาด้วยยา แบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้
·   ยาต้านเกร็ดเลือด เช่น แอสไพริน, Clopidogrel
·   ยาละลายลิ่มเลือด เช่น heparin, low molecular weight heparin, warfarin
·   ยาลดไขมัน เช่น statin
·   ยาลดความดันโลหิต
2)    การรักษาด้วยการผ่าตัด
ในผู้ป่วยบางรายที่เป็นเส้นเลือดสมองแตกหรือเส้นเลือดสมองตีบขนาดใหญ่
3)    การกายภาพบำบัด

14.  โภชนบำบัดสำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง

ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองจำเป็นต้องได้รับโภชนบำบัดเนื่องจากสาเหตุหลัก 2 ประการ
1)   ผู้ป่วยในช่วงที่เกิดโรคหลอดเลือดสมอง
ขณะที่มีอาการแขนขาอ่อนแรงหรือพูดไม่ชัดมักมีปัญหาเรื่องการกลืนลำบาก ทำให้อาจเกิดปัญหาสำลักอาหาร ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะปอดอักเสบตามมา ทำให้การฟื้นตัวไม่เป็นไปตามที่แพทย์คาดการณ์ไว้
2)   ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง มักมีโรคประจำตัวอื่นอยู่แล้ว เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน เป็นต้น ซึ่งโรคเหล่านี้สามารถลดความรุนแรงลงได้โดยการให้โภชนบำบัด

เมื่อมีโรคหลอดเลือดสมองเกิดขึ้นแล้ว ผู้ป่วยควรได้รับอาหารช่วงต้นเป็นอาหารอ่อน เพื่อให้สามารถกลืนได้ง่ายขึ้น ลดโอกาสสำลักอาหารลง เช่น เยลลี่ โจ๊กปั่นข้น ซุปครีมข้นต่างๆ อย่างไรก็ดี ผู้ป่วยอาจสามารถรับประทานอาหารที่แข็งได้ หากหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ และเคี้ยวช้าๆ เมื่อผู้ป่วยอาการดีขึ้น เริ่มกลืนได้ดีขึ้น ผู้ป่วยสามารถกินอาหารได้ตามปกติ วามต้องการสารอาหารในช่วงแรกของการเจ็บป่วย อาจไม่สูงเท่าในช่วงที่ผู้ป่วยฟื้นตัวเป็นปกติ การรับประทานอาหารให้ได้พลังงานประมาณ 1500 – 1800 กิโลแคลอรี่ก็เพียงพอในช่วงนี้ อาหารที่รับประทานควรมีปริมาณสารอาหารและองค์ประกอบตามโรคประจำตัว ที่มีอยู่เดิม

ในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงไม่ควรได้รับเกลือมากกว่า 2 กรัมต่อวัน หรือหากจะให้จำง่ายคือไม่เติมเกลือ น้ำปลา หรือซีอิ๊วเพิ่มในอาหารที่ซื้อรับประทาน ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงควรได้รับเกลืโปแตสเซียมซึ่งมีมากในผลไม้อันมีผลดีในการช่วยลดความดันโลหิตผลไม้ที่มีเกลือโปแตสเซียมสูงได้แก่ ส้ม กล้วย มะละกอ สตรอเบอรี่ ลูกเกด และผลไม้ที่มีเมล็ดแข็งต่างๆ (พีช, ลูกไหน เป็นต้น) ผักใบเขียและถั่วก็มีปริมาณเกลือโปแตสเซียมสูงเช่นกัน ได้แก่ ผักโขม, มะเขือเทศ, ดอกกะหล่ำ, แครอท และถั่ว

ในผู้ป่วยไขมันสูงควรลดปริมาณไขมันที่รับประทานลง หลีกเลี่ยงอาหารทอดที่อมน้ำมัน เช่น ไข่เจียว หมูทอด ลูกชิ้นทอด เป็นต้นแม้ว่าจะใช้น้ำมันพืชทอดก็ตาม เพราะไขมันที่ได้จากพืชแม้จะไม่มีโคเลสเตอรอล แต่ก็มีไตรกลีเซอไรด์ซึ่งหากมากเกินไปก็สามารถทำให้มีคราบหินปูนเกาะในหลอดเลือดได้เช่นเดียวกัน ในผู้ป่วยที่มีปัญหาโคเลสเตอรอลสูงควรหลีกเลี่ยงไขมันสัตว์ เนย ครีมที่ได้จากนมสัตว์ สัตว์ทะเลมีเปลือกต่างๆ เช่น หอย ปู ปลาหมึก กุ้ง ก็มีปริมาณโคเลสเตอรอลสูง ซึ่งหากรับประทานมากเกินไปก็จะทำให้เกิดปัญหาได้ อย่างไรก็ดีอาหารทะเลเป็นแหล่งของเกลือไอโอดีน และซีลีเนียมที่ดี

ผู้ป่วยเบาหวานควรรับประทานอาหารจำพวกแป้งขัดสีหรือแป้งที่ผ่านกระบวนการให้น้อยลง เช่น ข้าวขาว, ขนมปังขาว, ก๋วยเตี๋ยว, เส้นพาสต้า เป็นต้น ผลไม้ที่มีรสหวานจัดสามารถรับประทานได้ แต่ต้องลดปริมาณการรับประทานในแต่ละครั้งลง เช่น รับประทานส้มเขียวหวานลูกเล็กได้วันละ 1-2 ผลเพื่อป้องกันไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินไป หรือ รับประทานแตงโมแดงวันละ 4 ชิ้นพอคำ

ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่มีปัญหาโรคประจำตัวหลายอย่างควรได้รับคำแนะนำในเรื่องอาหารอย่าง เหมาะสมจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนบำบัด (Nutritionist) เพื่อการรักษาแบบองค์รวม ประสานกับการดูแล จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคสมองและแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู