วันอังคารที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ให้คุณสุขภาพดีกับโปรแกรมตรวจสุขภาพ





สุขภาพของเรามีความสำคัญ เราจึงมีโปรแกรมตรวจสุขภาพดีๆมาฝากค่ะ
Get Your Health Back – Active Package
















 ราคา 2,000 บาท
จากปกติ 4,414 บาท

- ตรวจร่างกายโดยแพทย์ Physical Examination

- ตรวจความสมบูรณ์ของเลือด Complete Blood Count

- ตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด Fasting Blood Sugar

- ตรวจวัดระดับไขมันในเลือด Total Cholesterol / Triglyceride / LDL / HDL

- ตรวจการทำงานของตับ SGPT

- ตรวจการทำงานของไต Creatinine

- ตรวจหาโรคเก๊าท์ Uric acid

- ตรวจปัสสาวะ Urine Examination

- เอ็กซเรย์ปอด Chest X-ray

- รายงานผลการตรวจ Medical Report

- บัตรรับประทานอาหาร Samitivej Complimentary Voucher
Get Your Health Back - Advance Package ราคา 3,500 บาท จากปกติ 7,380 บาท

- ตรวจร่างกายโดยแพทย์ Physical Examination

- ตรวจความสมบูรณ์ของเลือด Complete Blood Count

- ตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด Fasting Blood Sugar

- น้ำตาลสะสม HBA1C

- ตรวจวัดระดับไขมันในเลือด Total Cholesterol / Triglyceride / LDL / HDL

- ตรวจการทำงานของตับ SGPT

- ตรวจการทำงานของไต Creatinine

- ตรวจหาโรคเก๊าท์ Uric acid

- ตรวจปัสสาวะ Urine Examination

- ตรวจอุจจาระ Stool Examination / Stool Occult Blood

- ตรวจหามะเร็งตับ Alpha Fetoprotein

- ตรวจหามะเร็งลำไส้ CEA

- เอ็กซเรย์ปอด Chest X-ray

- ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ Electrocardiogram (EKG)

- รายงานผลการตรวจ Medical Report

- บัตรรับประทานอาหาร Samitivej Complimentary Voucher


โรงพยาบาลสมิติเวช

ให้คุณสุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอก



เพื่อสุขภาพที่ดีของตัวคุณ เราจึงขอเสนอบริการดีๆจากทางโรงพยาบาลสมิติเวชครับ

Acupuncture
















การฝังเข็ม เพื่อปรับความสมดุลของระบบอวัยวะภายในของร่างกาย เช่น อาการปวด โรคเครียด โรคทางผิวหนัง โรคอัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน โรคระบบทางเดินอาหารและลำไส้ เป็นต้น

- ฝังเข็ม 1-15 เข็ม (package 10 ครั้ง) ราคา 6,000 บาท จากปกติ 7,000 บาท

- ฝังเข็ม 15 เข็มขึ้นไป (package 10 ครั้ง) ราคา 10,400 บาท จากปกติ 12,500 บาท



Vitamin formula

- Beauty Life Advance Formula-AM ราคา 2,360 บาท จากปกติ 2,950 บาท

- Beauty Life Advance Formula-PM ราคา 1,200 บาท จากปกติ 1,500 บาท

วิตามินสูตรเข้มข้นเพื่อดูแลผิวพรรณให้เปล่งประกายสดใส สำหรับผู้มีปัญหาริ้วรอย ฝ้า กระ

- Heart Life Formula ราคา 3,840 บาท จากปกติ 4,800 บาท

สูตรวิตามินเพื่อช่วยให้การทำงานของของหัวใจเป็นไปอย่างสมบูรณ์ ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ

- Sleep Life Formula ราคา 1,600 บาท จากปกติ 2,000 บาท

สูตรวิตามินเพื่อให้การนอนหลับของคุณเป็นการพักผ่อนอย่างแท้จริง

- Wisdom Active Male/Female ราคา 3,825 บาท จากปกติ 4,500 บาท

วิตามินรวม A-Z สูตรพิเศษคุณผู้ชายและคุณผู้หญิงอายุ 20 – 40 ปี ช่วยบำรุงสุขภาพ และป้องกันโรคแห่งความเสื่อมตามวัย

- Wisdom Advance Male/Female ราคา 5,100 บาท จากปกติ 6,000 บาท

วิตามินรวม A-Z สูตรเข้มข้นสำหรับคุณผู้หญิงอายุ 40 ปีขึ้นไป เพื่อชะลอความเสื่อมตามวัย และลดความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ



GENE Test

โปรแกรมตรวจสุขภาพระดับดีเอ็นเอ สามารถบอกแนวโน้มความเสี่ยงต่อการเกิดโรค เพื่อให้คุณดูแลสุขภาพ ป้องกันก่อนเกิดโรค ให้สุขภาพดีได้ในระยะยาว

- Pre-Pregnancy Planning Insight ราคา 32,325 บาท จากปกติ 37,500 บาท ประเมินความเสี่ยงต่อโรคพันธุกรรมด้อย

เหมาะสำหรับผู้ที่เตรียมพร้อมกับการมีบุตร

- Health & Cancer Insight ราคา 39,550 บาท จากปกติ 46,000 บาท ประเมินความเสี่ยงต่อโรคที่พบได้บ่อยๆ มากกว่า 24 โรค

เหมาะสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง

- CardioDrug Insight ราคา 20,000 บาท จากปกติ 23,000 บาท ประเมินการใช้ยากลุ่มที่รักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด

เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคหัวใจ

- Telomeres Insight ราคา 9,650 บาท จากปกติ 11,000 บาท ประเมินความเสี่ยงต่อการชราภาพก่อนวัย ซึ่งเสี่ยงต่อโรคต่างๆ

เหมาะสำหรับผู้ที่ห่วงใยสุขภาพ

- NutriCheckup & Fitness ราคา 39,125 บาท จากปกติ 45,500 บาท ประเมินด้านโภชนาการ และกำหนดวิธีการออกกำลังกาย

เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก

- Advanced Gene Testing + Nutri Checkup ราคา 60,250 บาท จากปกติ 70,000 บาท ประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ และค้นหาโภชนาการที่เหมาะสมตามรหัสพันธุกรรม


โรงพยาบาลสมิติเวช

วันศุกร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2554

เรื่องสุขภาพ ถามหมอดีกว่า… (พฤศจิกายน 2554)

Ask Doctor
เรื่องสุขภาพ ถามหมอดีกว่า…
ท่านผู้อ่านที่รักท่านใด มีข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพแต่ไม่รู้จะเริ่มที่ไหนล่ะก็ เขียนมาคุยกับเราสิคะ ที่ editor@aiglemag.com ทางทีมงานจะขอความอนุเคราะห์ให้ คุณหมอผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขามาตอบคำถามให้ตรงประเด็นเลยล่ะค่ะ ในฉบับนี้เราได้รวบรวมคำถาม เกี่ยวกับสุขภาพของสุภาพบุรุษโดยรวมมาฝากค่ะ

Q. ผมวิ่งบน tracker ทุกวันๆ ละ 15-20 นาทีโดยประมาณ แต่ดูเหมือนไม่เกิดอะไรขึ้นเลย คือน้ำหนักก็ไม่ลด อาจจะมีเหงื่อออกมั่งให้รู้สึกดี ถ้าผมอยากลดน้ำหนักสัก2-3 กิโล ควรออกกำลังกายแบบไหนครับ (นักธุรกิจวัย 35 ปี)
A. การออกกำลังเพื่อการลดน้ำหนัก โดยธรรมชาติร่างกายจะใช้ คาร์โบไฮเดรตสะสมที่เรียกว่าไกลโคเจนที่ตับเป็นแหล่งพลังงานหลักในช่วงแรกของการออกกำลังกายดังนั้นการออกกำลังกาย 15-20 นาทีต่อครั้งจึงเผาผลาญไขมันสะสมไม่ได้หรือได้เพียงเล็กน้อย แต่ถ้ายืดระยะเวลาออกกำลังกายให้นานขึ้นกว่านี้ ร่างกายจะใช้พลังงานจากไขมันที่สะสมในสัดส่วนที่มากขึ้น การออกกำลังกายที่เน้นเผาผลาญไขมันต้องไม่ให้หนักมากเกินไป เพราะการออกกำลังกายหนัก ไกลโคเจนหรือคาร์โบไฮเดรตสะสมจะถูกใช้เป็นแหล่งพลังงานหลัก ทำให้การเผาผลาญไขมันได้ไม่เต็มที่ ยกตัวอย่างเช่น วิ่งเหยาะๆไม่ต้องวิ่งเร็วมาก ว่ายน้ำช้าๆ
Q. ผมไม่ได้ออกกำลังกายมานานแล้ว ช่วงนี้รู้สึกไม่ค่อย fit & firm เลยอยากเริ่มออกกำลังกายใหม่ แต่ไม่รู้จะเริ่มอย่างไรดี (นักธุรกิจวัย 42ปี)
A. ขอแสดงความยินดีด้วยครับที่คุณอยากเริ่มหันมาออกกำลังกายอีกครั้ง ขอแนะนำให้คุณเริ่มแบบสบายๆ ก่อน อย่าหักโหมมาก หลายคนที่อยากกลับมาออกกำลังกายอีกจะกระตือรือร้นแล้วก็ทำเต็มที่ แต่พอวันรุ่งขึ้นก็จะปวดเมื่อยไปทั้งตัวแล้วก็จะไม่อยากมาออกกำลังอีก คุณอาจจะเริ่มจากเดินบน Treadmillอย่างสม่ำเสมอสักครึ่งชั่วโมงในวันแรกๆ แล้วค่อยๆ เพิ่มไปเรื่อยๆ ถึง ชั่วโมงก็ดีนะครับ ในขณะเดียวกันคุณลองหากีฬาที่คุณชื่นชอบ อาจจะเป็นที่คุณเคยเล่นสมัยเรียน หรือจะลองตีกอล์ฟ ก็ไม่เลว แล้วแต่ชอบครับ ถ้ากลับมาฟิตเหมือนเดิมก็เล่นสักชั่วโมง สองชั่วโมงเพลินๆ ดีมีประโยชน์ครับ เล่นไปสักระยะหนึ่งกล้ามเนื้อก็เข้าที่ครับ
Q. ช่วงนี้ลูกชาย3 ขวบกว่าค่ะ ตื่นมาตาแฉะและมีขี้ตาเป็นสีเขียวเยอะมาก ต้องทำยังไงดีคะ (คุณแม่วัย 30 ปี)
A. ล้างตาเป็นอย่างแรกที่ต้องทําครับและลักษณะที่มีขี้ตาแบบนี้อาจจะมีการติดเชื้อแบคทีเรียครับ น่าจะต้องหยอดยาแก้อักเสบด้วยนะครับ
ติดตามเราได้ที่

Sport Mobile Health by Samitivej

เรื่องฮ็อตเดือนนี้คงไม่พ้นเรื่องนํ้าท่วมนะคะ ซึ่งท่านผู้ทรงคุณวุฒิต่างๆ ก็บอกว่าให้เตรียมตัว เตรียมบ้านให้พร้อม และใจยอมรับอย่างสบายใจ อย่าเครียด ไอเกิล จึงขอนำเสนอเรื่องฮ็อตที่จะทำให้คุณเพลินๆลืมความวุ่นวายและหันมาดูแลตัวเองบ้าง
สมิติเวช เปิดตัวแอพลิเคชั่นใหม่ล่าสุด “Sport Mobile Health“ รณรงค์ผู้รักสุขภาพได้ทดสอบประสิทธิภาพและวัดผลของร่างกายคุณ ซึ่งแอพลิเคชั่นใหม่นี้ถูกออกแบบ เพื่อผู้ที่รักการออกกำลังและต้องการอัพเดทสุขภาพของ ตัวเองอยู่ตลอดเวลา
คนที่ไม่ได้เป็นนักกีฬาตัวยง ก็ตรวจเช็คเพื่อการดูแล และป้องกันตัวเองล่วงหน้าได้นะคะเพราะสามารถทำนายสิ่งผิดปกติ ของคุณเพื่อนำค่าความผิดปกติที่เกิดขึ้นไป เป็นข้อมูลประกอบเมื่อพบแพทย์เพื่อการวิเคราะห์ วินิจฉัยและให้การรักษาที่ตรงจุดและแม่นยำได้
ที่สำคัญการทดสอบก็เป็นไปตาม ไลฟ์สไตล์ของทุกๆ ท่านล่ะค่ะ ก็เล่นเกมที่ไปพร้อมกับการเคลื่อนไหวของคุณผ่านไอโฟน ไม่ว่าจะป็น เทนนิส กอล์ฟ ฟุตบอล สนุกๆ ที่คุณชื่นชอบทั้งนั้น เป็นแอพพลิเคชั่นที่ตอบโจทย์สุขภาพคุณได้หลายรูปแบบในที่เดียว




สนุก และได้รู้สมรรถภาพของคุณเองไปกับสมิติเวช เพียงดาวน์โหลด “Sport Mobile Health” กับ Apple App Store หรือ เข้าไปที่ www.svh.cc/sportmobile ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป
นอกจากนี้ คุณยังสามารถค้นหาความรู้โดยตรงเฉพาะเรื่องของกระดูก และข้อของคุณได้ที่ www.sportorthopedic.comเว็บไซต์ที่รวมทุกเรื่องกระดูกและข้อไว้เพื่อคุณ ไม่ว่าจะเป็นหลากหลายบทความเรื่องโรคกระดูก และข้อแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางโรคกระดูก ของทั้งสมิติเวช สุขุมวิท และ สมิติเวช ศรีนครินทร์ รวมถึงสามารถนัดพบแพทย์ที่คุณต้องการพบ ผ่านเว็บได้ทันที
ติดตามเราได้ที่

วันจันทร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

การฟื้นฟูจิตใจหลังภัยน้ำท่วม



                น้ำท่วมใหญ่คราวนี้คนไทยต่างต้องพบเจอกับความทุกข์ทั้งทางกายและใจกันโดยถ้วนทั่ว ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าความเครียดของคนไทยยามนี้ ส่วนใหญ่แล้วเกิดจากความกลัวซึ่งไม่ได้กลัวน้ำ เพราะน้ำนั้นไม่น่ากลัว แต่กลัวว่าข้าวของทรัพย์สินบ้านเรือนจะเสียหายจากน้ำท่วม ยิ่งได้รับข่าวสารกรอกหูอยู่ทุกวัน ก็ยิ่งเพิ่มดีกรีความกลัวเป็นอาการตื่นตระหนก กลายเป็นโรคเครียด และนำพาตัวเองสู่ภาวะจิตตกเป็นโรคซึมเศร้าไปตามๆกัน รพ.สมิติเวช ศรีนครินทร์ มีข้อคิดในการดูแลจิตใจและร่างกายด้วยวิธีง่ายๆ มาฝากค่ะ
           
                ปัจจัยที่ทำให้เกิดสภาวะความเครียด อาจจะมาจากหลายๆ ปัจจัย ก่อนอื่นก็ต้องสังเกตตัวเองว่าเป็นคนอย่างไร เป็นคนวิตกกังวลง่ายอยู่แล้วหรือเปล่า ก็อาจจะทำให้เกิดความเครียดได้ง่ายกว่าคนอื่น เมื่อรู้ว่าตัวเองเป็นอย่างไร ก็ควรปรับตัวต่อสถานการณ์

                ในที่สุดแล้วในภาวะวิกฤต ที่คาดคิดว่ามันเลวร้ายที่สุด ถ้าเตรียมรับมือกับมันอย่างมีสติ มีการปรับความคิด ทำจิตใจให้สงบไม่ว่าน้ำจะท่วมบ้าน หรือยังไม่ท่วม ก็สามารถอยู่กับมันได้
     
                เมื่อผ่านพ้นช่วงเหตุการณ์นํ้าท่วมมาแล้ว เราควรตั้งสติและก้าวต่อไปข้างหน้า และวางแผนชีวิตว่าจะทำอย่างไรต่อไปดี

วิธีการวางแผนชีวิตอย่างง่าย ๆ คือ

เริ่มจากทำจิตใจให้สงบและคิดว่าเรายังโชคดีที่ยังมีชีวิตอยู่ ยังมีความสามารถ มีสมอง และสองมือ ที่จะทำสิ่งต่าง ๆ ได้ ยังมีคนอื่นที่ลำบากมากกว่าเราสำหรับสิ่งของที่สูญเสียไปแล้วสามารถซ่อมแซมและสร้างขึ้นใหม่ได้ตราบเท่าที่เรายังมีชีวิตอยู่

สิ่งสำคัญอย่าลงโทษหรือตำหนิตนเอง เพราะเหตุการณ์นํ้าท่วมไม่มีใครอยากให้เกิดและไม่สามารถควบคุมได้

หลังจากนั้นทบทวนว่าสิ่งที่จะต้องลงมือทำมีอะไรบ้าง หรือร่วมกันคิดกับคนภายในครอบครัวว่าจะทำอย่างไรต่อไป จดบันทึกลงในกระดาษแล้วจัดกลุ่มรายการที่ต้องทำเป็นหมวดหมู่ เช่น เรื่องการกินอยู่ เรื่องสุขภาพของสมาชิกในครอบครัว เรื่องการซ่อมแซมหรือสร้างที่อยู่อาศัย โดยจัดลำดับความสำคัญและความเร่งด่วนของสิ่งที่ต้องทำ

                สุดท้าย เลือกทำในสิ่งที่สามารถทำได้ง่ายก่อน และสามารถทำได้ด้วยตัวเองหรือคนในครอบครัว เช่น ซ่อมแซมที่พักอาศัย ทำความสะอาดบ้าน จัดเก็บทำความสะอาดเสื้อผ้าที่ยังพอใช้ได้ แล้วค่อยหาความช่วยเหลือจากคนอื่น หรือหน่วยงานอื่น

การฟื้นฟูจิตใจหลังภัยนํ้าท่วม

      ขั้นตอนการดูแลสุขภาพจิตตนเองที่สำคัญคือ

            1. สำรวจอารมณ์ตนเอง สร้างความพร้อมทางจิตใจ
            2. ยอมรับและเผชิญความจริงเพื่อแก้ปัญหา
            3. มีเครือข่ายร่วมแก้ปัญหา
            4. ผ่อนคลายความตึงเครียดด้วยวิธีที่เหมาะสม เช่น
                    •  ดูแลสุขภาพและพักผ่อนให้เพียงพอ
                    •  หยุดพักการรับรู้ข่าวสารที่ไม่จำเป็นหรือสิ่งที่เป็นต้นเหตุความเครียด
                    •  พบปะพูดคุยกับเพื่อนที่ไว้วางใจ
                    •  ทำกิจกรรมผ่อนคลายที่ถนัดและชื่นชอบ
                    •  เล่นกีฬาหรือบริหารร่างกาย
                    •  การร่วมกันปรับปรุงสิ่งแวดล้อมในที่อยู่อาศัยหรือศูนย์อพยพ
                    •  สิ่งสำคัญที่ควรระลึกถึง คือ การหลีกเลี่ยงการกระทำที่จะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เช่น การดื่มสุรา สูบบุหรี่ เล่นการพนัน การทะเละเบาะแว้ง ใช้ความรุนแรง กินของจุกจิก หรือใช้ยาเสพติด เพราะนอกจากจะทำลายสุขภาพแล้ว ยังอาจทำให้มีปัญหาอื่น ๆ ตามมามากมาย เช่น เสียทรัพย์สินเงินทอง เกิดความขัดแย้ง ไม่เข้าใจกับคนในครอบครัว


นพ.กัมปนาท ตันสิถบุตรกุล

จิตแพทย์ประจำโรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์

วันอาทิตย์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

Dangerous Heels – ส้นสูงมหันตภัย

รองเท้าส้นสูงกับผู้หญิงคงเป็นเรื่องที่ขาดกันไม่ได้ จะออกงาน จะออกเดท จะทำอะไรที่ต้องการดูสวยสง่าก็ต้องส้นสูงไว้ก่อนจริงไหมคะ
รองเท้าส้นสูงก็มีวิวัฒนาการมาตั้งแต่สมัยอียิปต์เชียวนะคะ ว่ากันว่าชนชั้นสูงจะต้องใส่รองเท้าส้นสูงในงานพิธีสำคัญๆ ในขณะที่พ่อค้าแม่ค้าโรงฆ่าสัตว์ต้องใส่ส้นสูงอีกแบบนึงจะได้ไม่ต้องเดินลุยกองเลือดของสัตว์น่ะค่ะ สมัยนี้รองเท้าส้นสูงมีรูปทรงตั้งหลายแบบ แต่ถ้าดูเฉพาะลักษณะส้นอย่างเดียวอาจแยกได้เป็น
• Stiletto จะส้นแหลมปรี๊ดตั้งแต่ 2-10 นิ้ว และมีเส้นผ่าศูนย์กลางของส้นส่วนที่แตะพื้นไม่เกิน 0.4 นิ้ว
• Kitten จะส้นสูงไม่เกิน 2 นิ้ว และมีเส้นผ่าศูนย์กลางของส้นส่วนที่แตะพื้นไม่เกิน0.4 นิ้วเช่นกัน
• Cone จะมีลักษณะเหมือนกรวย คือ กลมใหญ่ด้านบนและเรียวเล็กลงมา
• Prism คล้ายๆ ส้นแบบ Cone แต่เป็นสามเหลี่ยม
• Spool ทรงนี้จะเหมือนทรงโบราณที่ด้านบนใหญ่แล้วเรียวเป็นก้านลงมาแต่มาบานออกตรงปลายนิดหน่อย
• Wedge เป็นลักษณะทรงเตารีด คือส้นจะสูงและเป็นชิ้นเดียวมาจนถึงด้านหน้าซึ่งจะเตี้ยกว่า









ส้นพวกนี้ยังไงก็ต้องเขย่ง ยืน และเดินอยู่บนส้นสูงตลอดทั้งวัน คงจะมีแค่ส้นแบบ Kitten กระมังที่ไม่สูงจนเกินไป สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ก็เตือนอยู่เนืองๆ เรื่องอันตรายจากรองเท้าส้นสูง เอาแค่ง่ายๆ ก็ถ้าใส่ส้นสูงแล้วถือของหนัก เช่น ไปทำงานแล้วก็ไป shopping ตอนกลางวันหอบหิ้วของพะรุงพะรัง อาจมีอันตรายข้อเท้าพลิก เอ็นฉีก หรือถึงขั้นกระดูกหักเลยค่ะ จะอะไรก็ตามถ้าใส่รองเท้าที่มีลักษณะส้นสูงเทปลายเท้าจิกแล้วล่ะก็ยิ่งใส่มาเป็นระยะเวลานานหลายปี ก็จะยิ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพของคุณมากยิ่งขึ้น
เพราะมันเป็นลักษณะการทรงตัวที่ไม่ถูกกายวิภาคน่ะค่ะ โดยจะมีผลกระทบที่ข้อเท้า เพราะเป็นส่วนที่อยู่ใกล้ชิดเท้ามากที่สุด ต่อมาก็หัวเข่า เกิดจากการเคลื่อนไหวที่ผิดลักษณะ สุดท้ายคือ กระดูกสันหลัง เป็นส่วนที่จะต้องรับแรงซึ่งเกิดจากการยืน หรือเดินโดยขณะที่เดินอวัยวะทั้ง 3 ส่วน จะต้องทำงานผสมผสานควบคู่กันไป แต่เมื่อใช้งานหนักกล้ามเนื้อจะเกิดการอ่อนล้า ปวดเกร็งที่หลังเพราะเวลาใส่ส้นสูงแกนกระดูกสันหลังจะโน้มไปข้างหน้าร่างกายจะพยายามรักษาสมดุลโดยอัตโนมัติด้วยการต้าน และเกร็งไม่ให้ลำตัว รวมถึงแผ่นหลังเอนไปข้างหน้าจนมากเกินไป จึงเกิดการแอ่นหลัง พอแอ่นหลังมากๆ ก็จะทำให้กระดูกบริเวณบั้นเอวรับนํ้าหนักมาก เมื่อสะสมเป็นเวลานานหมอนรองกระดูกอาจจะเคลื่อนออกมา และกดทับเส้นประสาท เฮ้อ…จะสวยทั้งทีก็ต้องมีมารผจญ!
อาการที่น่าสังเกตคือ ปวดหลังนำ แล้วก็ร้าวลงขา ต่อมาขาอาจชาและอ่อนแรง เดินไกลๆ ไม่ไหว นั่งนานๆ ก็ไม่ได้ อาจชาลงขาเหมือนกัน และถ้าเป็นมากๆ อาจมีอาการกลั้นปัสสาวะ หรือ อุจจาระไม่ได้ ต้องมาพบแพทย์ด่วนเลยนะคะ หากผู้ที่มีอาการปวดหลังมาก และกังวลว่าจะมีอาการของหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนกดทับเส้นประสาท อาจต้องทำการเอ็กซเรย์, MRI เพื่อประเมินสภาวะของหมอนรองกระดูก และข้อต่อกระดูกสันหลัง ในปัจจุบันก็มีนวัตกรรมในการรักษาที่ไม่จำเป็นต้องผ่าตัด หรือกินยาเพื่อรักษาอาการนั่นคือ การรักษาด้วยการผ่านคลื่นความร้อนเป็นการรักษาด้วยการผ่านคลื่น Radio Wave เข้าไปเพื่อลดความดันบริเวณหมอนรองกระดูกที่เคลื่อนมากดทับเส้นประสาท วิธีนี้จะไม่ทำลาย หรือเป็นอันตรายต่อเนื้อเยื่อใกล้เคียง ข้อดีของการรักษานี้ก็คือ ไม่ต้องผ่าตัด ลดการสูญเสียเลือด ใช้เวลาในการรักษาน้อยเพียง 20-30 นาที คุณก็สามารถกลับบ้านได้ และใช้ชีวิตอย่างเป็นปกติภายใน 1-2 วัน
แต่อย่ารอให้ถึงวันที่ต้องมารักษาแบบหนักเลยนะคะ รองเท้าที่เหมาะสมน่ะควรมี ส้นสูงประมาณ 1 นิ้ว เพื่อให้เฉลี่ยนํ้าหนักไปที่นิ้วโป้งและฝ่าเท้า และรองเท้าควรจะนุ่มจะได้ลดแรงที่เท้ากระแทกกับพื้นแล้วก็ไม่ต้องประชดชีวิตด้วยการใส่รองเท้าที่ไม่มีส้นซะเลยนะคะ นั่นก็ไม่ดีค่ะเพราะนํ้าหนักจะลงที่ส้นเท้าเต็มที่ อาจทำให้เกิดรองชํ้า แล้วปวดฝ่าเท้าและส้นเท้าอีก ก็ต้องไปรักษาอีกแบบ แต่ถ้าอดไม่ได้จริงๆ ต้องใส่ส้นสูงจริงๆ ก็มีเคล็ดลับเล็กๆ ให้ค่ะ คือ ทุก 2 ชั่วโมงให้พักลงจากส้น แล้วยืดเท้า stretching ให้กล้ามเนื้อคลายจากการเกร็ง ตกเย็นกลับบ้านก็แช่เท้าในนํ้าอุ่นให้เลือดไปเลี้ยง ไหลเวียนดี ก็จะช่วยถนอมสุขภาพเท้าและข้อได้บ้างนะคะ
ขอขอบคุณ 
น.ต.นพ. ชัยพฤกษ์ ปั้นดี
ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านกระดูกสันหลัง และข้อ
ศูนย์กระดูกสันหลังและข้อ โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์
ที่กรุณาให้ข้อมูลสนับสนุนด้านการรักษา

Hip Hip Hooray – สะโพกร่าเริง

เมื่อ 6-7 ปีที่แล้วมีข่าวฮือสะท้านวงการฮอลลิวู้ดว่า เจ โล หรือ Jennifer Lopez นักแสดงและนักร้องสาวมากความสามารถได้ทำประกัน “บั้นท้าย” ของเธอด้วยวงเงินสูงถึง 27 ล้านเหรียญ หรือ กว่า 80 ล้านบาทเลยทีเดียว
ไม่ต้องแปลกใจครับ ที่อเมริกานี่นอกจากประกันชีวิตแบบที่เรามีแล้ว เขายังมีการประกันอวัยวะต่างๆ ที่ช่วยให้เขาหาเลี้ยงชีพได้ด้วย อย่าง เดวิด เบ็คแฮม ยังประกันการเจ็บป่วยที่จะทำให้เขาต้องเลิกเล่นฟุตบอล (career-threatening injuries) ด้วยวงเงิน 151 ล้านเหรียญ หรือ กว่า 450 ล้านบาทเรียกว่าจัดเต็มเลยล่ะครับ เชื่อได้ว่าหนึ่งในการเจ็บป่วยของเขาต้องรวม เรื่องกระดูกสะโพกเข้าไว้ด้วยแน่นอน
แต่ที่เมืองไทยของเรานี่ อัตราของผู้ป่วยโรคข้อกระดูกสะโพกเสื่อมอาจจะดูน้อยนิดเมื่อเทียบกับโรคข้อเสื่อมอื่นๆ คือ โรคกระดูกสันหลังและเข่าเสื่อมก็ปาไปตั้ง 90% เข้าไปแล้ว โรคข้อสะโพกเสื่อมนี่เพิ่งจะ 0.8% ของโรคข้อเสื่อมทั้งหมด แต่ที่ไม่อยากบอกให้กลัวกันเลยก็คือ ข้อสะโพกเสื่อมนี่น่ะเจ็บปวดแสนสาหัสที่สุดเลยในจำนวนเสื่อมๆ ทั้งหมดนี้ล่ะครับ

โรคนี้ถ้าเป็นแล้วหมดสง่า เพราะจะทำให้ขาที่อยู่ด้านที่ข้อสะโพกมีปัญหานั้นสั้นลงหรือเหยียดงอไม่ได้ตามปกติ คือจะเดินเหินอะไรก็ไม่ปกติ ขาดความมั่นใจในชีวิต มีผลต่อจิตใจสูง ไม่ต้องคิดอะไรมากเลยกางเกงขาสั้นโชว์ขาสวยนี่ไม่ต้องพูดกันเลย
ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับ รศ.นพ.ประกิต เทียนบุญ ท่านเป็นศัลยแพทย์ด้านกระดูกสันหลัง และข้อที่โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ โอย…ท่านให้ความรู้ผมมากมายเลยทีเดียว เรื่องข้อสะโพกนี่ เรียกว่าไม่ควรมองข้ามเลยทีเดียว แต่ก็ไม่ต้องตกอกตกใจมากเกินไปการแก้ไขไม่น่ากลัวอย่างที่คิด
ที่มาของโรคข้อสะโพกเสื่อม
• ความเสื่อมที่มากับอายุ จะเกิดขึ้นอย่างช้าๆ คือ ค่อยๆ สึก และเสื่อมไปเอง ไม่มีใครไปทำอะไร ซึ่งมักพบกับผู้ที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไป คนไทยโชคดีกว่าฝรั่งเยอะในเรื่องนี้ เพราะการที่เราถูกอุ้มเข้าสะเอวตั้งแต่เด็กนี่ ใครจะไปเชื่อว่าเป็นการพัฒนาความสมดุลของเบ้าและข้อสะโพกให้ฟิตกันได้อย่างดี
• ความเสื่อมที่ติดตัวมาแต่เกิด อันนี้ก็เป็นโชคร้ายหน่อยครับ คือ เป็นการที่กระดูกไม่ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่ตั้งแต่อยู่ในท้องแม่เลย เช่น คุณแม่ไม่ได้ทานอาหารดีๆ ชอบสูบบุหรี่ และดื่มเหล้า ตลอดจนทานยาแก้ปวดเหล่านี้จะไปเบียดเบียนพัฒนาการของลูกทำให้เกิด hip dysplasia หรือ เบ้ากระดูกตื้นหรือ คอกระดูกข้อสะโพกตั้งขึ้นมากเกินไปจากปกติซึ่งจะประมาณ 45 องศา ทำให้พอโตขึ้นก็เสื่อมเร็ว ไม่เสื่อมไงไหว ก็มันขบกันจนเกินไป คิดง่ายๆ ฟันเราสบกันไม่ดีก็เคี้ยวอาหารไม่สะดวก ต้องแก้ไขใช่ไหมครับ แต่นี่เราแทบไม่รู้จนกระทั่งออกอาการล่ะครับ
• ความเสื่อมที่มีโรคหรือมีตัวกระตุ้นให้เกิดปัญหา พวกนี้จะเกิดขึ้นเร็วไม่เกี่ยวกับอายุ เช่น โรคข้อติดเชื้อ (septic hip) ทำให้มีหนองในข้อสะโพก เกาท์ (gout) และไขข้ออักเสบ (rheumatism) เป็นต้น มะเร็งและเนื้องอกก็เป็นตัวกระตุ้นแรงอีกตัว ที่ทำให้ข้อสะโพกเสื่อมเร็ว เพราะอาหารของผิวกระดูกอ่อนที่อยู่ตามข้อเรานี้คือ นํ้าในข้อของเรานี่ล่ะ ถ้านํ้านี่กลายเป็นกรดเพราะป่วยไป กระดูกอ่อนดูดซึม osmosis เข้าไปปุ๊บก็จะป่วยตามไปด้วย คิดง่ายๆ แบบนี้ล่ะครับ บางทีตัวเร่งคือพวกยา steroid ต่างๆ ที่เรารับประทานเข้าไปโดยไม่รู้ตัว เช่น ยาลูกกลอน และยาแก้ปวด ที่หมอไม่ได้สั่งให้ทานพวกนี้จะทำให้เส้นเลือดอุดตันและข้อสะโพกก็จะเริ่มตาย กระดูกก็จะยุ่ยๆ และทรุดตัวลงไปในที่สุด ฟังๆ ดูก็สยองเหมือนกันนะครับ ผมว่าจะทานยาอะไรที่แรงๆ หรือแปลกๆ ก็ลองปรึกษาหมอก่อนดีมั้ย อย่าสุ่มสี่สุ่มห้าเลย
• ความเสื่อมที่มากับอุบัติเหตุ คือ หักหรือหลุด พวกนี้ก็ทำให้เลือดมาเลี้ยงกระดูกอ่อนได้ไม่เต็มที่ ทำให้ผิวกระดูกบางลง ก็เหมือนเด็กที่ทานไม่อิ่มนั่นละครับ จะโตดีแข็งแรงได้ยากกว่าเด็กที่ทานอาหารดีๆ เต็มจาน
รักษาได้ ไม่น่ากลัวอีกต่อไป
เมื่อก่อนนี้การรักษาโรคข้อสะโพกเสื่อมนี้ค่อนข้างน่ากลัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผ่าตัด ที่เป็นการผ่าตัดใหญ่ สมัยก่อนนี้ผ่าทีมีแผลยาว 10-15 เซ็นติเมตรเลยทีเดียว ก็ครึ่งไม้บรรทัดละครับ พักฟื้นก็นานเอาการอยู่ แต่วันนี้ความน่ากลัวเหล่านั้น ถูกเปลี่ยนให้มาเป็นความสุข ด้วยเทคโนโลยีและวิทยาการใหม่ๆ ที่ทำให้รู้สึก as good as new การผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกในปัจจุบัน ไม่ขึ้นอยู่กับอายุอีกต่อไปแล้วนะครับ แต่จะขึ้นอยู่กับการมีโรคประจำตัวบางชนิด และความสามารถของร่างกายที่จะทนต่อการผ่าตัดได้ แล้วแผลที่ผ่าตัดนี่ก็แค่ 4.5-5.5 เซ็นติเมตร เท่านั้นเอง
เล็กลงกว่าเดิม 3 เท่า ก็เป็นการผ่าตัดแบบ minimally invasive ล่ะครับ คือ แผลเล็ก เส้นเลือดและเนื้อเยื่อไม่ถูกทำลายมาก ก็ไม่ต้องเจ็บปวดอะไรมากมาย และเสียเลือดไปจริงๆ ก็ไม่เกิน 50 ซีซี แล้วก็ไม่ต้องไปถึงเมืองนอกเมืองนาหรอกครับ รศ.นพ.ประกิตนี่ละครับ ท่านสุดยอดแล้ว ท่านเป็นผู้พัฒนาเทคนิคการผ่าตัดเปลี่ยนข้อสะโพกที่ได้แผลเล็กที่สุดในโลก ท่านเคยผ่าตัดข้อสะโพกเทียมที่ใส่ cement ยึดทั้งบนและล่าง โดยใช้เวลาเพียง 22 นาที มาแล้ว การผ่าตัดแผลเล็กของท่านน่ะมัน beyond minimally invasive ไปแล้วล่ะครับ
พวกข้อกระดูกเทียมที่นำมาใส่ให้ใหม่ก็มีหลายแบบ ตั้งแต่ พลาสติกแข็ง เซรามิก ไปจนถึงโลหะ ซึ่งเดี๋ยวนี้เป็น Titanium และ Cobalt-chromium alloy แล้ว ซึ่งจะเคลือบด้วย hydroxyapatite ที่จะช่วยให้กระดูกยึดติดเองได้ดี จริงๆ แล้วมีโลหะตัวใหม่ด้วยคือ Tantalum ซึ่งจะถักทอให้เหมือนกระดูก และกรอปรับแต่งให้รูปร่างให้เหมือนกระดูกเราได้เป๊ะเลย เพื่อที่กระดูกจะยึดได้เหมือนเนื้อเดียวกันไปเลย แต่ขณะนี้ยังต้องพัฒนาต่อไปอีกสักหน่อย
เวลาผ่าตัดเปลี่ยนข้อพวกนี้ต้องอาศัยความแม่นยำแบบ NANOS Technic (Natural Anatomy Navigate Orthopedic Surgery) คือ เอาจุดต่างๆ ของร่างกายมาเป็นตัวชี้นำก็ human precision ล่ะครับอันนี้ พูดง่ายๆ เครื่องมือก็ช่วยได้ระดับหนึ่งแต่คุณหมอต้องแม่น เพราะจะใส่ข้อใหม่ทั้งที ใส่ลึกไป ตื้นไป องศาไม่พอดี ก็มีปัญหาอีก
หลังผ่าตัดอย่าเพิ่งเริงร่า
ถึงแม้ว่าการผ่าตัดจะไม่น่ากลัวแล้ว และคนไข้ก็สามารถเดินปร๋อได้ใน 1-3 วันหลังผ่าตัด แต่ยังไงก็ต้องระวังตัวในช่วง 3 เดือนแรกก่อนนะครับ ก็อย่างว่าล่ะ ใส่ของใหม่เข้าไปก็ต้องมีการปรับตัวกันนิดนึง ไม่มีอะไรมาก แต่ควรระวังดังนี้ครับ
• อย่าเผลอหมุนขาเข้าใน หรือ งอเยอะๆ เพราะอาจทำให้ข้อที่ใส่ใหม่นี้หลุดได้
• เวลานอนก็บิดปลายเท้าออกนะครับ
• เวลานอนตะแคงก็เอาหมอนหนาๆ 2-3 ใบมาแทรกเป็นหมอนข้างไปก่อนนะครับ
• เดินนั่งก็ทำได้ปกติ เวลาเดินก็เดินตามปกติ ไม่มีอะไรน่ากลัว
• 2 อาทิตย์แรกก็อย่าหักโหม อยู่ติดบ้านหน่อยก็จะดี หลังจากนั้นก็เริ่มทานข้าวนอกบ้านได้ ผ่านไป 1 เดือน ก็เริ่ม shopping ได

ยังไงหลังผ่าตัดแล้วก็ต้องมาเช็คกันดูอีกสักนิดว่า เดินดีหรือยัง ต้องฝึกกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นหรือไม่เพราะบางคนกว่าจะมาผ่าตัด กล้ามเนื้อก็ลีบเหี่ยวไปเยอะแล้ว ต้องมาฝึกกล้ามเนื้อกันใหม่ จะได้ทดสอบว่ากล้ามเนื้อแข็งแรงไหม จะได้เดินสวยๆ X-ray ซักนิด ตอนพบแพทย์หลัง 1 เดือน จะได้รู้ว่ากระดูกกับข้อต่อสะโพกติดกันดีหรือยัง ถ้าติดดีแล้วหมอคงให้เดินฉลุยได้เลย พอครบ 3 เดือนแล้ว ที่เคยต้องเดินแปลกๆ หนุนหมอนข้างเวลานอนก็เลิกไปได้เลย เพราะการผ่าตัดจะเป็นการผ่าจากด้านหลัง ดังนั้นพอแผลที่เนื้อหายสนิทก็จะไม่เกิดขึ้นอีก
แค่นี้สะโพกที่มีปัญหาก็ร่าเริงได้ไม่น่ากลัวอีกต่อไป ที่เหลือก็เป็นเรื่องของการบริหารให้สะโพกสบึมกันแล้วล่ะครับ ผมก็ต้องขอขอบคุณรศ.นพ.ประกิต เทียนบุญ อีกครั้งล่ะครับสำหรับข้อมูลดีๆ สำหรับผู้อ่านไอเกิลครับ