วันจันทร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2555

นั่งหรือเดิน .. ให้ดูดีและแข็งแรง

ผู้หญิงแต่ละคน มีความถนัดในท่าเดินหรือท่านั่งที่แตกต่างกันไป บางคนชอบนั่งไขว่ห้าง บางคนชอบนั่งขัดสมาธิ บางคนนั่งหลังตรง บางคนนั่งหลังงอ บางคนเดินขาหนีบ บางคนเดินขาถ่าง แต่รู้ไหมว่าท่าเดินและท่านั่งของคุณนั้น มีผลต่อสุขภาพและการทำงานของอวัยวะต่างๆ ของร่างกายยังไงบ้าง

ท่านั่งสบายๆ .. ห่างไกลโรค 
สาวๆ วัยทำงาน เมื่อต้องนั่งท่าเดิมๆ อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ ส่วนใหญ่มักจะเลือกท่านั่งที่ตัวเองรู้สึกสบาย แต่จริงๆ แล้ว ท่าสบายๆ บางท่า กลับกลายเป็นท่าที่ไม่เหมาะสม  เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาเรื่องกระดูกและข้อต่อต่างๆ มารู้จักท่านั่งที่ช่วยเสริมสร้างสุขภาพร่างกายกันดีกว่า  

ก่อนอื่น ต้องเลือกขนาดของโต๊ะและเก้าอี้ให้เหมาะกับสรีระของร่างกาย และก่อนนั่ง ก็ควรปรับระดับเก้าอี้ให้เหมาะสม โดยปรับความสูงให้สามารถนั่งได้เต็มก้น และวางเท้าราบลงกับพื้นได้  พยายามนั่งให้สะโพกชิดพนักเก้าอี้ให้มากที่สุด จากนั้น ปรับพนักเก้าอี้ให้เอนมากกว่าตั้งฉากเล็กน้อย เพื่อช่วยให้หลังส่วนบนและส่วนล่างมีที่รองรับอย่างเหมาะสม ปรับที่วางแขน เพื่อให้ไหล่ไม่เกร็งเวลานั่งทำงาน และต้องนั่งหลังตรง ไม่ควรเอนหลังในระดับใกล้เคียงกับท่านอน  

เดินดีๆ ไม่มีสะดุด
เมื่อรู้ท่านั่งที่เหมาะสมแล้ว ลองมาดู “ท่าเดิน” กันบ้าง เพราะการเดินเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน และยังเป็นการออกกำลังกายที่ง่าย สามารถทำได้ตลอดวัน ลองมาหาวิธีเดินที่ถูกต้อง และได้ประโยชน์ในการออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงกันดีกว่า 
เพื่อให้เดินได้อย่างคล่องแคล่วและว่องไว ก็ควรเลือกรองเท้าที่ถนัดในการเดินในแต่ละสถานการณ์หรือสถานที่ 












สำหรับคนที่ใส่รองเท้าส้นสูงเป็นประจำ  ควรเปลี่ยนมาใส่รองเท้าส้นเตี้ยสลับกันดูบ้าง เพราะการใส่ส้นสูงนานๆ จะส่งผลให้เกิดปัญหากระดูกเอวได้ และพยายามฝึกเดินให้เต็มฝ่าเท้า หลีกเลี่ยงการลงส้นหรือเดินด้วยปลายเท้า   เวลาเดิน ก็ควรเดินหลังตรง ลำคอตรง ยืดศีรษะสูง เพื่อช่วยให้กระดูกสันหลังยืดตรง  และไม่ควรเดินแกว่งแขนกว้าง หรือยาวเกินไป แต่พยายามให้แขนอยู่แนบลำตัว และแกว่งตามจังหวะปกติ เพื่อช่วยป้องกันน้ำหนักกระแทกลงเท้า  จังหวะของการก้าวก็ไม่ควรยาวหรือสั้นเกินไป  

นอกจากนี้ พยายามอย่าออกตัวแรงเมื่อต้องลุกเดินกะทันหัน หรือหยุดเดินกะทันหัน เพราะอาจส่งผลให้กล้ามเนื้อร่างกายบาดเจ็บได้ 

บันทึกปวดหัว

“ใครไม่เคยปวดหัว ยกมือขึ้น” เชื่อว่าคงไม่มีใครไม่เคยปวดหัวนะครับ

    ปวดศีรษะหรือปวดหัว เป็นอาการที่เป็นกันได้บ่อยๆ แต่สร้างความลำบากในการดำรงชีวิต และบ่อยครั้งที่สร้างความลำบากให้กับแพทย์ในการวินิจฉัยอย่างมาก เนื่องจากอาการปวดหัว อาจเกิดจากสาเหตุเล็กๆน้อยๆอย่างเช่น ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ การใช้สายตามาก  การกินอาหารผิดเวลา จนกระทั่งถึงอาการหนักๆ อย่างไมเกรน หรือแม้กระทั่งโรคที่ร้ายแรง เช่น โรคติดเชื้อในสมอง โรคมะเร็ง  โรคหลอดเลือดในสมอง เป็นต้น

    อย่างไรก็ตามอาการปวดศีรษะที่มีสาเหตุจากโรคที่รุนแรงนั้น ถูกจัดไว้เป็น Secondary symptom headache ซึ่งมักจะมีอาการจำเพาะ เช่น การปวดศีรษะรุนแรงและมีไข้  คอแข็งเกร็ง มักสัมพันธ์กับการติดเชื้อหรืออักเสบเยื่อหุ้มสมอง  หรือหากมีอาการปวดศีรษะรุนแรงร่วมกับคลื่นไส้อาเจียน  เวียนศีรษะ  มีอาการชัก อาจเป็นอาการแสดงของการมีเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง ในขณะที่อาการปวดศีรษะที่มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้นทีละนิดร่วมกับอาการแสดง อื่นๆที่มากขึ้นเรื่อยๆอาจแสดงถึงการขยายขนาดของก้อนผิดปกติในเนื้อสมอง ซึ่งอาการเหล่านี้มักจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยทนไม่ไหวต้องพบแพทย์ เพื่อการวินิจฉัยและการรักษา

    แต่สำหรับอาการปวดศีรษะที่ไม่ได้มีสาเหตุมาจากโรคร้ายแรงดังกล่าว ซึ่ง เราสามารถเป็นกันได้ ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Primary disorder headache เช่น อาการปวดศีรษะจากการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อหลังจากอดนอนมาทั้งคืน หรือการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อรอบดวงตาหลังจากจ้องจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ รวมถึงการปวดศีรษะจากความเครียด เราจะสามารถทราบสาเหตุได้ทันที เพราะการปวดสัมพันธ์กับกิจกรรม

    ในขณะที่อาการปวดศีรษะจากไมเกรน(Migraine) นั้นจะมีลักษณะจำเพาะ คือการปวดตุบเป็นจังหวะ มักจะปวดศีรษะข้างเดียวแต่ก็อาจปวดทั้งสองข้างได้ ระยะเวลาปวดนานเป็นชั่วโมงหรืออาจนานถึง 2-3 วัน ไมเกรนแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือแบบมาตรฐาน (classic type) ซึ่งจะมีอาการนำมาก่อน เช่น การมองเห็นแสงวูบวาบ เวียนศีรษะ หน้ามืด อารมณ์แปรปรวน เบื่ออาหาร เป็นต้น หรือไมเกรนอีกแบบหนึ่งคือแบบทั่วไป (common type) ซึ่งจะไม่มีอาการนำมาก่อน และยังมีไมเกรนชนิดอื่นๆซึ่งพบได้ไม่บ่อยนัก

    สำหรับคนที่มีอาการปวดศีรษะบ่อยๆ ทั้งชนิดไมเกรน และการปวดศีรษะเล็กๆน้อยๆอื่นๆ ผมอยากแนะนำให้เขียน “บันทึกปวดหัว (Headache Diary)” นะครับ อ่านถึงตรงนี้หลายท่านอาจจะอมยิ้มหรือไม่ก็หัวเราะ เพราะคิดว่าผมจะยุให้ท่านเขียนหนังสือขาย แต่ที่จริงผมหมายถึงการจดบันทึกทุกครั้งที่มีอาการปวดศีรษะ โดยบันทึกรายละเอียดที่สำคัญต่างๆ รวบรวมไว้เป็นหลักฐาน ซึ่งเราเองอาจจะวิเคราะห์สาเหตุเบื้องต้นเพื่อการป้องกันได้ หรือเมื่อมีอาการปวดศีรษะที่รุนแรงมากๆ หรือมีความถี่ที่มากขึ้น เราจะสามารถทราบได้ทันที และเมื่อนำบันทึกดังกล่าวให้แพทย์ดู จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยแพทย์ในการวินิจฉัยและรักษาได้อย่างถูกต้อง


 หัวข้อ      รายละเอียด
 1.วันและเวลา ที่ปวดศีรษะ     ผู้หญิงควรระบุช่วงประจำเดือนด้วยนะครับ
 2.ระยะเวลาที่ปวดศีรษะ  กี่นาที กี่ชั่วโมง หรือกี่วัน
 3.ตำแหน่งที่ปวดศีรษะ  ปวดเฉพาะจุด หรือปวดทั้งศีรษะ หรือมีการร้าวไปบริเวณใด
 4.ลักษณะการปวด  ปวดตุ๊บ ตุ๊บ เป็นจังหวะ / ปวดตื้อๆตลอดเวลา / ปวดบีบๆตลอดเวลา / หรือเป็นอาการเจ็บแบบแปล๊บๆ
 5.ลักษณะการเริ่มต้นปวด  ค่อยๆ ปวดทีละน้อย หรือ ปวดรุนแรงทันที
 6.อาการนำก่อนปวด     เวียนศีรษะ เห็นแสงวูบวาบ ตาลาย หูอื้อ ฯลฯ (หากมี)
 7.กิจกรรมที่ทำก่อนปวดศีรษะ   
 8.อาหารที่รับประทานมื้อก่อนที่จะปวดศีรษะ  อาหาร และ ยา ที่รับประทาน เวลาที่รับประทาน
 9.ระยะเวลาในการนอนหลับในคืนก่อน   
 10.ยาที่กินแล้วหายปวดศีรษะ
 11.กิจกรรมที่ทำแล้วหายปวด   

ได้เห็นหน้าตาของ “บันทึกปวดหัว”แล้ว หลายท่านคงจะพอเข้าใจว่า ทำไมผมถึงแนะนำให้ทำบันทึกนี้ เมื่อเรามีข้อมูลมากพอ เราจะพบว่าสาเหตุของการปวดศีรษะของบางคนเกิดจากสาเหตุเดิมซ้ำๆ เช่น จากการทำงาน การอดนอน หรือแม้แต่อาหาร และบางท่านก็จะทราบวิธีป้องกันตลอดจนวิธีการรักษาเบื้องต้นสำหรับตนเองด้วย นอกจากนี้เมื่อเรานำวันเวลาที่มีอาการปวดศีรษะไปลงในปฏิทิน เรายังจะทราบความถี่ด้วยว่า เราปวดศีรษะเดือนละกี่ครั้ง เป็นช่วงไหนของเดือน สัมพันธ์กับประจำเดือนหรือไม่ และเมื่อใดที่รูปแบบของการปวดศีรษะเปลี่ยนไป รุนแรงขึ้น ถี่ขึ้น และไม่หายด้วยการกินยาเดิมๆหรือกิจกรรมเดิม ก็ถึงเวลาที่จะต้องปรึกษาแพทย์

    อีกหนึ่งคำถามที่คนไข้อยากรู้ก็คือ เมื่อไหร่ จึงควรวินิจฉัยด้วยการเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์(CT scan) หรือตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) คำตอบก็คือ ในรายที่มีอาการปวดศีรษะรุนแรงเฉียบพลัน, ในรายที่มีอาการปวดศีรษะเรื้อรัง, ในรายที่รูปแบบและความถี่ของการปวดศีรษะเปลี่ยนแปลงไป หรืออาการปวดศีรษะที่มีอาการอื่นๆร่วมด้วยซึ่งแพทย์สงสัยว่าอาจจะเป็นการปวด ศีรษะในกลุ่ม Secondary symptom อย่างไรก็ตามการตรวจวินิจฉัยด้วยวิธีดังกล่าว ยังมีค่าใช้จ่ายที่สูงในประเทศของเรา หากสงสัยให้ปรึกษาแพทย์โดยละเอียด

    แต่สำหรับคนที่ไม่ได้มีอาการปวดศีรษะรุนแรง แต่ปวดน้อยๆปวดบ่อยๆ เรามาเริ่มทำ“บันทึกปวดหัว” เพื่อวิเคราะห์อาการปวดศีรษะของตัวเองกันเถอะครับ

นพ.สิรวิชญ์ เดชธรรม (พ.บ.,น.บ.,บธ.ม.)
ประกาศนียบัตรอาชีวเวชศาสตร์
Wellness Center, รพ.สมิติเวช ศรีราชา

คำแนะนำสำหรับการดูแลผู้ป่วย...ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะ

สิ่งที่ควรทราบ
          ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บที่ศรีษะไม่มากไม่ว่าจะเกิดจากการถูกตีด้วยของแข็งหกล้มแล้วศรีษะฟาดกับฟื้น ตกจากที่สูงหรืออุบัติเหตุจากท้องถนนมักมีอาการปวดศรีษะบ้างบางคนอาจจะมีอาการคลื่นไส้-อาเจียนหรือวิงเวียนศรีษะได้เล็กน้อยซึ่งอาการดังกล่าวจะค่อยๆดีขึ้นและหายเองได้ อย่างไรก็ตามมีผู้ป่วยบางคนอาจเกิดอาการเลือดออกในสมองหรือโรคแทรกซ้อนอื่นๆในระยะเวลาต่อมาผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจึงต้องจำเป็นต้องมีผู้ดูแลอย่างใกล้ชิดเมื่อมีอาการเปลี่ยนแปลงให้รีบนำผู้ป่วยมารับการตรวจที่ห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลโดยด่วน

การสังเกตอาการผู้บาดเจ็บ

อาการที่แสดงว่าผู้ป่วยจำเป็นต้องมารับการตรวจที่ห้องฉุกเฉิน เพื่อมารับการรักษาหรือตรวจซ้ำที่โรงพยาบาลอีกครั้งได้แก่
1. ง่วงซึม ปลุกไม่ค่อยตื่น (ใน 6 ชั่วโมงแรกที่ได้รับบาดเจ็บ ควรปลุกผู้ป่วยเพื่อดูอาการ ทุก 1-2 ชั่วโมง)
2. กระวนกระวายหรือทำตัวผิดแปลกไปจากปกติ
3. ปวดศรีษะอย่างรุนแรง
4. อาเจียนกันติดต่อกันรายครั้ง
5. ขยับแขน ขา หรือ ขาข้างใดข้างหนึ่งได้น้อยลงหรือหกล้มเวลาเดิน
6. ชักกระตุกที่หน้าหรือแขน ขา
7. มีเลือด หรือ น้ำใสๆไหลออกมาจากจมูกหรือหู
8. ชีพจรเต้นช้ามาก หรือมีไข้สูง
9. มีอาการคอแข็ง
10. วิงเวียน หรือมองเห็นภาพพร่า ปวดในลูกตา

ข้อเตือน
1. ผู้ป่วยควรงดดื่มสุรา หรือ ของมึนเมาใดๆรวมทั้งไม่ควรรับประทานยากล่อมประสาท
2. ผู้ป่วยต้องมาตรวจ ตามวันเวลาที่แพทย์นัดไม่ว่าอาการ จะหายเป็นปกติหรือไม่ก็ตาม
3. เมือมีข้อสงสัยว่าผู้ป่วยมีอาการเปลี่ยนแปลงที่ เลวลงแม้ว่ายังจะไม่ถึงวันนัด ก็ควรนำผู้ป่วยมารับการตรวจที่ห้องฉุกเฉินโดยเร็ว

Cell Rejuvenator - มิติใหม่แห่งความอ่อนเยาว์ ประตูสู่ความสมดุล

มิติใหม่แห่งความอ่อนเยาว์ ประตูสู่ความสมดุล
Cell Rejuvenator* encompasses technology that will improve your skin aging by targeting the fatigued cells and restoring their strength and vitality. This new treatment is the choice for your beauty solution.

ผิวเสื่อมตามวัย ผิวเสื่อมสภาพเกิดจากอะไร?
เมื่ออายุมากขึ้นความเสื่อมของสภาพผิวที่เป็น ไปตามธรรมชาติเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้

Cell Rejuvenator นวัตกรรมสำหรับการย้อนวัยให้ผิว ปลุกชีวิตเซลล์ผิวที่อ่อนล้าให้ฟื้นคืนพลัง อัพเวอร์ชั่นเป็นเซลล์ใหม่ ด้วยการเพิ่มการผลิต ATP จากไมโตคอนเดรีย ซึ่งเป็นขุมพลังงานของเซลล์ รวมทั้งร่วมกำจัดอนุมูลอิสระ ส่งผลให้อวัยวะต่างๆ เช่น ระบบประสาท กล้ามเนื้อ สามารถทำงานประสานกันได้อย่างสมดุล เกิดการซ่อมแซมและเสริมสร้าง โปรตีน คอลลาเจน อิลาสติน ฟื้นฟูสภาพผิว และยกกระชับคืนความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อ

Cell Rejuvenator ได้รับการพัฒนาและคิดค้นจากนักวิจัยชื่อดัง ในประเทศอังกฤษ และได้รับเครื่องหมายรับรองความปลอดภัยจาก EU จึงมีความปลอดภัยสูง

"ในฐานะของแพทย์ด้านผิวพรรณ เชื่อว่า Cell Rejuvenator เป็นจุดเริ่มต้นของการดูแลผิวยุคใหม่ ที่ชายและหญิงจะอยู่อย่างอ่อนเยาว์ และมีสุขภาพดี"

แพทย์หญิงนลินี สุทธิพิศาล
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณ

อายุ 60+ เป็นคุณย่าสุดเลิฟของหลานๆ



เป็นคุณย่าสุดเลิฟของหลานๆ ใครๆก็รู้ว่าความสุขของย่าๆ ก็คือรอยยิ้มของหลานๆ แต่จะเยี่ยมกว่าหรือเปล่า ถ้าเกิดหลานจะติดคุณย่าหนึบ เพราะฉะนั้นเราเตรียมเช็คความพร้อมเป็นคุณย่าที่แข็งแรงพร้อมเล่นกับหลานๆกันดีกว่า
What to know when in your 60+
ใช้ชีวิตวัยทองอย่างมีคุณภาพ

1.กินอาหารให้ครบถ้วน ถูกสัดส่วนและหลากหลาย เพื่อให้ร่างกายได้พลังงานและสารอาหารต่างๆ อย่างเพียงพอตามความต้องการของร่ากายดังกล่าวมาแล้ว
2.ดูแลน้ำหนักตัวไม่ให้อ้วน
3.ออกกำลังกายสม่ำเสมอทุกวัน เพื่อให้ปอด หัวใจ มีความแข็งแรง กล้ามเนื้อมีความยืดหยุ่น
4.ทำอารมณ์และจิตใจให้สดใส เบิกบาน มีความกระตือรือร้นในการทำงานและการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เสมอ
5.พบนักโภชนาการ เพื่อขอคำแนะนำในเรื่องอาหารต่างๆ ให้พอดีกับความต้องการของร่างกาย
6.การรับประทานฮอร์โมน จะเป็นฮอร์โมนที่เลียนแบบฮอร์โมนที่ผลิตมาจากรังไข่ เพราะวัยทองนี้เป็นวัยที่รังไข่ทำงานน้อยลงจนกระทั่งหยุดทำงานไป ไม่สร้างฮอร์โมนอีก เราจะใช้ฮอร์โมนจากภายนอกเข้าไปทำงานแทน โดยจะต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์
   Thin Prep HPV ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก และไวรัส เอช พี วี ราคาเริ่มต้น    4,900 บาท
   Digital Mammogram with Ultrasound Breast    5,000 บาท
   เอกซเรย์เต้านมด้วยเครื่อง ดิจิตอล แมมโมแกรม พร้อมอัลตร้าซาวน์
   Bone Density Test ตรวจความหนาแน่นของมวลกระดูก
   (กระดูกสันหลังส่วนสะโพก, กระดูกข้อสะโพก)
   3,300 บาท
หมายเหตุ – ไม่รวมค่าแพทย์และค่าบริการโรงพยาบาลฯ
ศูนย์สุขภาพสตรีและผู้มีบุตรยาก รพ.สมิติเวช สุขุมวิท โทร 0-2711-8555

โรคหลอดเลือดสมอง ภัยเงียบซ่อนเร้น ที่รู้ก่อนป้องกันได้

- โรคเบาหวาน
- โรคความดันโลหิตสูง
- ภาวะไขมันในเลือดสูง
- โรคหัวใจ อาทิ โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคหลอดเลือดหัวใจ
- สูบบุหรี่ภาวะเสี่ยงเหล่านี้มีโอกาสเกิดโรคหลอดเลือดสมองและไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ มาก่อน อาการแขนขาอ่อนแรงหรือชาของร่างกาย ครึ่งซีก ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด วิงเวียนศีรษะ เดินเซ ปวดศรีษะอย่างรุนแรง นั้นเป็นอาการของโรคหลอดเลือดสมองที่พบได้บ่อยอย่ารอจนอาการเหล่านี้เกิดขึ้น! มาตรวจภาวะเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมองก่อนจะสาย เพื่อป้องกันตั้งแต่วันนี้
หมายเหตุ
- ไม่รวมค่าแพทย์และค่าบริการผู้ป่วยนอก
ศูนย์สมองและระบบประสาท แผนกผู้ป่วยนอกอายุรกรรม เคาน์เตอร์ 4 รพ. สมิติเวช สุขุมวิท โทร 02-711-8491 (8.00-20.00 น.)

EBUS-GS (Endobronchial Ultrasonography with a Guide Sheath)

ระบบนำร่องในการค้นหามะเร็งปอด โดยใช้อัลตราซาวน์ ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีใหม่ในการส่องกล้องตรวจปอดและหลอดลม มีความทันสมัยและสามารถวิเคราะห์โรคมะเร็งปอดในระยะแรกได้รวดเร็ว ปลอดภัย และแม่นยำที่สุดในปัจจุบัน สามารถตรวจวินิจฉัยหารอยโรคปอดในบริเวณแขนงหลอดลมในส่วนที่ลึก ซึ่งกล้องส่องตรวจปอดและหลอดลมธรรมดา ไม่สามารถเข้าไปถึง ด้วยมาตรฐานการรักษาโรคเฉพาะทางโรคมะเร็งปอด ได้รับการรับรองจาก JCI สถาบันรังรองคุณภาพระดับสากลแห่งสหรัฐอเมริกาเป็นแห่งเดียวในโลก
ศูนย์ระบบทางเดินหายใจ Quit Smoking Clinic อาคาร 1 ชั้น 1 รพ.สมิติเวช สุขุมวิท โทร 02-711-8884-5

ถ้าคุณมีอาการเสี่ยงเหล่านี้ ควรพบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

- มีประวัติคนในครอบครัว เป็นโรคหัวใจ หรือหลอดเลือด
- ชอบรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง และฟาสต์ฟูต
- มีความดันโลหิตสูงกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท
- มีระดับคอเรสเตอรอลสูงกว่า 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
- ชอบดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
- เป็นชายอายุมากกว่า 45 ปี หรือ หญิงอายุมากกว่า 55 ปี
- ไม่ชอบออกกำลังกายหรือเล่นกีฬา
- มักจะเครียดและวิตกกังวล หรืออารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ อยู่เสมอ
- มีไขมันไตรกลีเซอไรด์สูงกว่า 150 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
- มีน้ำหนักตัวมาก (ค่าดัชนีมวลกายมากกว่า 30)
- สูบบุหรี่เป็นประจำ
   EKG ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ    500 บาท
   Exercise Stress Test (EST)    ตรวจสมรรณภาพหัวใจด้วยการวิ่งสายพาน    4,600 บาท
หมายเหตุ
- ไม่รวมค่าแพทย์และค่าบริการโรงพยาบาลฯ
สถาบันหัวใจอาคาร 1 ชั้น 1 รพ. สมิติเวช สุขุมวิท โทร 02-711-8110-2

โรคข้อเข่าเสื่อม

โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท ได้รับหนังสือรับรองคุณภาพโรงพยาบาลมาตรฐานระดับสากล ในการดูแลรักษาโรคเฉพาะทาง สำหรับผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม (JCI CCPC OA Knee) โดยมี 2 แห่งในโลก คือ อเมริกาเหนือ และในประเทศไทย โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท ในการดูแลรักษาในผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมนั้น จะแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ การรักษาโดยไม่ใช้ยา เป็นการรักษาตามอาการเช่น ทำกายภาพบำบัด การควบคุมน้ำหนัก การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้ชีวิตประจำวัน เพื่อลดภาวะแทรกซ้อน จากการใช้ยานานๆ การรักษาโดยใช้ยา และสุดท้ายคือการผ่าตัด การรักษาโดยการผ่าตัด มีตั้งแต่การส่องกล้อง การผ่าตัดจัดแนวกระดูก การผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียม ซึ่งมีทั้งการผ่าตัด เปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียมบางส่วน และผิวข้อเข่าเทียมทั้งหมด ขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วย ปัจจุบันการผ่าตัดเป็นแบบ Minimally Invasive Surgery ทำให้ผู้ป่วยเสียเลือดน้อย ฟื้นตัวเร็ว การบาดเจ็บของเนื้อเยื่อน้อย ระยะเวลาในการนอนโรงพยาบาล และที่บ้านสั้นลง นอกจากนี้ ยังมีคู่มือในการดูแลผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมมอบให้ผู้ป่วยด้วย
   X-Rays Knee Rt Ap Lat Standing เอกซเรย์หัวเข่าข้างขวาท่าหน้าตรง และท่าด้านข้าง ในท่ายืน 1,000 บาท
   X-Rays Knee Rt Ap Lat Stadi เอกซเรย์หัวเข่าข้างซ้ายท่าหน้าตรง และท่าด้านข้าง ในท่ายืน 1,000 บาท
หมายเหตุ
- ไม่รวมค่าแพทย์และค่าบริการโรงพยาบาลฯ
ศูนย์กระดูก-ข้อ และการแพทย์กีฬา อาคาร 1 ชั้น 1 รพ.สมิติเวช สุขุมวิท โทร 02-711-8494-6

การให้วัคซีนเป็นหนึ่งในวิธีการเสริมสร้างสุขภาพให้แข็งแรง

ที่มีความคุ้มค่ากว่าเมื่อต้องทำการรักษาหลังจากติดเชื้อหรือเป็นโรคแล้ว โดยวัคซีน จะทำหน้าที่กระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นเครื่องป้องกันของร่างกาย และทำหน้าที่ต่อสู้กับเชื้อโรค และในแต่ละประเทศมีความแตกต่างทั้งด้านภูมิประเทศ สภาพภูมิอากาศ รวมถึงโรคประจำถิ่น สิ่งเหล่านี้ได้ก่อให้เกิดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพของประชาชนในประเทศนั้นๆ รวมทั้งผู้เดินทางไปมาระหว่างประเทศ ตั้งแต่ไม่รุนแรงจนถึงรุนแรงขั้นเสียชีวิตได้ และสามารถแพร่ระบาดได้ทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว
Vaccination and travel Medication Center
ตึกผู้ป่วยนอกอาคาร 1 ชั้น 1 เคาร์เตอร์ 2 โรงพยาบาลสมิติเวชสุขุมวิท โทร02-7118484 (8.00-20.00 น.)

การฝังเข็ม

เป็นวิธีการแทงเข็มรักษาโรคด้วยการใช้เข็ม ซึ่งมีหลายขนาด แทงลงไปตรงตำแหน่งของจุดฝังเข็มตามอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย โดยใช้หลักการรักษาของแพทย์แผนจีนที่มีพัฒนาการมากกว่า 4000 ปี เป็นที่ยอมรับการรักษาโรค และหรือบรรเทาอาการด้วยวิธีฝังเข็ม อาทิ อาการปวด ปวดต้นคอเรื้อรัง หัวไหล่ ข้อศอก สันหลัง ปวดเอว ปวดหัวเข่า ปวดจากโรครูมาตอยด์ ปวดจากการเคล็ดขัดยอก ปวดนิ่วในถุงน้ำดี ปวดศีรษะ มีสาเหตุมาจากความเครียด ปวดเนื่องจากสาเหตุต่างๆ ปวดในระบบทางเดินปัสสาวะ ปวดเส้นประสาท หรือปวดเส้นประสาทบนใบหน้า ปวดหลัง การผ่าตัด ปวดไมเกรน อาการซึมเศร้า
   โปรแกรมฝังเข็ม 10 ครั้ง    7,000 บาท

หมายเหตุ - ไม่รวมค่าแพทย์และค่าบริการโรงพยาบาลฯ Life Center
อาคาร 1 ชั้น 2 รพ.สมิติเวช สุขุมวิท โทร 0-2711-8749-50

ใคร..! คือผู้ที่ควรส่องกล้องตรวจทางเดินอาหาร

1. มีอาการปวดท้องเป็นๆ หายๆ มีแผลในกระเพาะอาหาร ถ่ายอุจจาระดำ หรือมีเลือดปน ท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นท้องบ่อยๆ
    เลือดออกในทางเดินอาหาร ท้องผูก ท้องเสีย หรือ ท้องผูกสลับกับท้องเสีย
2. อายุ 45-50 ปี กรณีไม่มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็ง ควรตรวจทุก 5-10 ปี
   Gastroscopy
   โปรแกรมส่องกล้องกระเพาะอาหาร
   8,000 บาท
   Colonoscopy
   ลำไส้ใหญ่โปรแกรมส่องกล้อง
   8,900 บาท
หมายเหตุ – ไม่รวมค่าแพทย์และค่าบริการโรงพยาบาล
แผนกอายุกรรม ชั้น 4 โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ โทร 02-3789084-5

 ดูแลสุขภาพตา

ต้อกระจกคือภาวะที่เลนส์แก้วตาขุ่น เกิดจากความเสื่อมตามอายุเป็นอันดับแรก และยังสามารถเกิดจากอุบัติเหตุกระแทก การได้รับสารพิษการมีโรคประจำตัวบางอย่าง หรือเป็นแต่กำเนิดได้
โรคต้อหิน เป็นโรคของดวงตาที่พบบ่อย กลุ่มที่พบมากที่สุดคือกลุ่มผู้สูงอายุ โดยมีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป สาเหตุส่วนใหญ่จะเกิดจากการเสื่อมของร่างกายเอง โรคต้อหินเป็นกลุ่มที่มีการเปลี่ยนแปลงทำลายของขั้วประสาทตา และมีอันตรายอย่างมากถึงขั้นตาบอดสนิท ถ้าไม่รักษาหรือรักษาไม่สม่ำเสมอ จะทำให้ลานสายตาหรือความกว้างของการมองเห็นแคบเข้า จนกระทั่งสูญเสียการมองเห็นไปทั้งหมดได้ ซึ่งการสูญเสียการมองเห็นจากโรคต้อหินนั้น เป็นการสูญเสียถาวรไม่สามารถจะแก้ไขให้คืนมาได้
   ตรวจต้อกระจกเบื้องต้น ราคาเริ่มต้นที่    1,000 บาท
   ตรวจต้อหินเบื้องต้น ราคาเริ่มต้นที่    1,000 บาท
หมายเหตุ 
- ไม่รวมค่าแพทย์และค่าบริการผู้ป่วยนอก
จักษุคลินิก โรงพยาบาลสมิติเวช สุมขุมวิท โทร 02-711-8998-9


หมายเหตุ 

- คูปองนี้ไม่สามารถแลก ทอน หรือเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ และไม่สามารถใช้ร่วมกับรายการส่งเสริมการขายอื่นๆ
- สงวนสิทธิ์การใช้ 1 คูปอง / 1 ครั้ง
- เพื่อความสะดวก กรุณานัดหมายล่วงหน้า ตามเบอร์โทรศัพท์ที่แจ้งไว้ในคูปอง
- ขอสงวนสิทธิ์การเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า
- สามารถรับบริการได้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2555

การรักษาด้วยคลื่นกระแทก

โรคอ้วนหลบใน ปัญหาของใครหลายๆคน



โรคอ้วนหลบใน คือ ไขมันสะสมในช่องท้องภัยเงียบที่คุณไม่ควรวางใจ 
จากการตรวจสุขภาพประจำปีของหลายๆคน ได้ผลออกมาว่ามีน้ำหนักตัวมากกว่ามาตรฐานนิดหน่อย มีน้ำตาลในเลือด และความดันโลหิตสูงกว่า ปกติเพียงเล็กน้อย ดูภายนอก คุณอาจปกติหรือแค่อวบๆ สุขภาพก็ยังแข็งแรงดี ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง 
 
อาการเหล่านี้ทำให้คุณโล่งใจ เพราะแปลว่าคุณยังไม่ได้เป็นโรคอะไรจริงหรือ?
เพราะจริงๆแล้ว เซลล์ไขมันร้ายอาจจะหลบอยู่ ใต้รอบเอวของคุณ และสร้างสารชีวภาพที่เป็นพิษต่อร่างกายก่อให้เกิดการอักเสบภายในร่างกายตลอดเวลา
 
คุณมีไขมันในช่องท้องหรือเปล่า ทดสอบง่ายๆ ด้วยคำถามเหล่านี้


 ถ้าคำตอบข้อใดข้อหนึ่ง คือ "ใช่" นั่นแปลว่าคุณอาจมีไขมันสะสมในช่องท้องที่ต้องกำจัด
  
แม้ไขมันประเภทนี้จะมองเห็นได้ยาก แต่เป็นไขมันที่กำจัดได้ง่าย เพราะทุกครั้งที่คุณลดน้ำหนักไป 10% นั่นแปลว่าคุณลดไขมันในช่องท้องไปได้ 30% คุณจึงสามารถตั้งเป้าหมายสลายไขมันนี้อย่างมีประสิทธิภาพและครบวงจรได้ด้วยโปรแกรม Slim Fit 8 สัปดาห์* ที่จะจัดการกับปัญหาความอ้วนหลบในของคุณ ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ที่ ไลฟ์ เซ็นเตอร์
"ภาวะอ้วนหลบใน จากการสะสมของเซลล์ไขมันในช่องท้องที่เรียกว่า Visceral fat นั้นเป็นภัยเงียบที่ทำให้ชีวิตคุณสั้นลงได้ เพราะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ ความโลหิตสูง เบาหวาน และอีกสารพัดโรค"
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยและผิวพรรณ
ไลฟ์ เซ็นเตอร์ โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท
http://www.facebook.com/KidsHospital

*โปรแกรม Slim Fit คือ การตรวจสุขภาพแบบ Lifestyle medicine เพื่อหาสาเหตุของโรคอ้วนลงพุง และวางแผนปรับรูปแบบการใช้ชีวิต ทั้งด้านโภชนาการ การรับประทานอาหารเสริม การฝังเข็ม การดูแลรูปร่างให้กระชับด้วยเครื่อมือที่ทันสมัยเทคโนโลยี และการออกกำลังกายอย่างถูกวิธี