วันอาทิตย์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2554

นอนไม่หลับ, หลับยาก, หลับไม่ต่อเนื่อง, หลับๆตื่นๆ, ฝันบ่อย อาการเล็กๆ อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่!!!














ในทัศนะแพทย์แผนจีน การนอนหลับขึนอยู่กับหลายปัจจัย เช่น หยิง-หยาง, ความแกร่ง,พร่องของพลับชี่และเลือด ส่วนสาเหตุที่พบบ่อยคือ
1. ไตกับหัวใจทำงานไม่สัมพันธ์กัน
2. เส้นลมปราณตับติดขัด
3. ภาวะเลือดคั่ง มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคความดันโลหตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ความจำเสื่อม โรคซึมเศร้าและโรคอ้วน เป็นต้น





"การตรวจสุขภาพในทางการแพทย์แผนจีน คือ การจับชีพจร "การแมะ" และดูดล้น เพื่อตรวจดูระบบการทำงานของอวัยวะภายใน ดูความสมดุลของร่างกาย"



วันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2554

Did You Know? Brain VS Computer

เจ้าคอมพิวเตอร์ที่เราคิดว่าแน่ คิดว่าเจ๋งเก่งนักหนา รู้หรือเปล่าคะ สมองมนุษย์เราเหนือชั้นกว่าคอมพิวเตอร์ที่ว่าเจ๋ง ๆ อีกค่ะมาอ่านบทความของ Nurse อุ๊ กันนะคะแล้วจะรู้ว่า สมองมนุษย์เราเก่งและฉลาดกว่ากลไกลการทำงานอขงเจ้าคอมพิวเตอร์ค่ะ

คุณจะแปลกใจเมื่อเทียบการทำงานของสมอง กับ Computer
1. หากคุณจะให้ computer ประมวลผลการทำงานให้เท่ากับการที่สมองมนุษย์ใช้ประมวลผลใน 1 นาที คุณจะต้องใช้ CPU ที่ มี chip core speed ถึง 16,800 GHz หรือเท่ากับ computer มาตรฐานที่ใช้ในสำนักงานถึง 8,400 เครื่อง
2. ความจุทั้งหมดของสมองนั้น เทียบได้กับหน่วยความจำของ Computer 100,000 GB.(100 Terra Byte)
3. ทุก ๆ 1 วินาที ตาจะส่งภาพประมาณ 10 ล้านภาพ (10,000,000 fps.) เพื่อไปประมวลผลที่สมอง ซึ่งเทคโนโลยีในปัจจุบันยังไม่มี computer รุ่นใด ที่จะสามารถรับ information load ขนาดนี้ได้
4. ใน computer จะมีส่วนประกอบของชิ้นส่วนและวงจรทั้งหมด ประมาณ 100,000,000 ชิ้น แต่สมองคนจะนั้นมีถึง 1,000,000,000 ล้านวงจร เพื่อทำงานสอดประสานกัน
5. คุณภาพของเสียงที่แผ่น Audio CD มีนั้น เทียบไม่ได้เลยกับคุณภาพเสียงที่หูส่งไปให้ยังสมองในแต่ละครั้ง
6. Gary Kasparov ได้เล่นหมากรุก แข่งกับ Super Computer ในการแข่งขันชิงชนะเลิศหมากรุกโลก ในปี 1997 โดยชนะไป 2-1
สำคัญที่สุด!!.. computer ทุกเครื่องบนโลกจะต้องมีการ shut down แต่สมองคนไม่เคยหยุดการทำงานเลย จนกว่าจะหยุดหายใจ

เอื้อเฟื้อโดยศูนย์สมองและระบบประสาท
Neuro Center รพ.สมิติเวช ศรีนครินทร์
Nurse อุ๊ จะนำบทความดีๆ มาฝากเรื่อยๆ ค่ะ ฝากช่วยแสดงความคิดเห็น ติชมให้กำลังใจด้วยนะคะ
หรือพูดคุยกับ Nurse อุ๊ ผ่านทางคอมเม้นท์ข้างล่างได้ค่ะ ขอบคุณค่ะ


มึนงง เวียนหัว บ้านหมุน ป้องกันได้


บ่อยครั้งที่เรามักจะมึนหัว เวียนหัว บ้านหมุน โดยไม่ทราบสาเหตุ “Nurse อุ๊” เอาความรู้ เกี่ยวกับอาการนี้มาฝากค่ะ ที่สำคัญป้องกัน และแก้ไขได้ด้วย ได้ยินอย่างนี้แล้วอุ่นใจขึ้นเยอะเลยใช่มั๊ยคะ

มึนงง เวียนหัว
อาการเวียนหัว มึนงง ศีรษะ เป็นอาการที่พบได้บ่อยมาก แต่ถ้าจะลงรายละเอียดของอาการที่ว่า เพื่อช่วยในการวินิจฉัย และการรักษา
สามารถแบ่งอาการออกเป็นสองแบบ คือ
1. มีนงง จะเป็นลม Lightheadednessเป็นอาการที่มีความรู้สึกมีน ๆ หวิว ๆ คล้ายจะเป็นลม แต่ไม่มีความรู้สึกว่า รอบ ๆ ตัวหมุนไป อาการจะดีขึ้นเมื่อได้นอนราบ ถ้าไม่ดีขึ้นจะทำให้เป็นลมและหมดสติได้ บางครั้งอาจจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย
2.บ้านหมุน เป็นอาการที่มีความรู้สึกว่ารอบ ๆ ตัว กำลังหมุนไป บางครั้งรู้สึกหมุน รู้สึกเอียง เมื่ออาการเวียนหัวบ้านหมุนมากขึ้น ก็จะมีคลื่นไส้อาเจียนตามมา และ จะไม่สามารถยืนหรือเดินได้ เนื่องจากสมดุลจะเสีย และทำให้หกล้มได้
ถึงแม้ว่าอาการนี้จะเกิดได้ทุกวัย แต่มีแนวโน้มที่จะพบมากขึ้นในผู้สูงอายุ บางครั้งทำให้เกิดอาการกลัวว่าจะมีอาการเลยหลีกเลี่ยงกิจกรรมการออกกำลังกายต่าง ๆ นอกจากนี้ยังเป็นสาเหตุของการหกล้มและทำให้เกิดการบาดเจ็บอีกด้วย
Lightheadedness
อาการมีนงง หน้ามืด จะเป็นลม พบได้บ่อย ส่วนใหญ่จะไม่ได้เกิดจากโรคร้ายแรง มักจะเกิดจากภาวะที่มีความดันโลหิตต่ำลงและเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ บางครั้งเกิดขึ้นเมื่อนั่งอยู่แล้วลุกขึ้นเร็วเกิดไป
สาเหตุทำให้เกิดอาการได้แก่:
- ภมิแพ้
- ผลจากอาการป่วยอย่างอื่น เช่นไข้หวัด หรือจากรักษาหวัดบางชนิด
- การขาดน้ำในร่างกาย จากไข้ ท้องเสีย หรืออาเจียน
- ความเครียด หรือภาวะที่มีการหายใจเร็วและหายใจตื้น ๆ มากเกินไ
- การใช้บุหรี่ เหล้า ยาเสพติด
แต่สาเหตุที่อันตรายก็มีได้ เช่น จากการเสียเลือด หรือมีเลือดออก เช่นเลือดออกในทางเดินอาหาร หรือมีประจำเดือนมากผิดปกติ ถ้าปริมาณเลือดออกค่อนข้างมาก และเป็นแบบเฉียบพลันจะทำให้มีอาการได้
สาเหตุอื่นที่พบได้แต่ไม่บ่อย เช่นจังหวะการเต้นของหัวใจผิดปกติ หรือมีลิ้นหัวใจรั่ว ทำให้เลือดออกจากหัวใจไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ
Vertigo

อาการบ้านหมุน เกิดจากความผิดปกติของระบบรับรู้สมดุลของร่างกายที่สมอง ซึ่งอาจจะเป็นปัญหามาจาก
- สายตา ซึ่งอยู่ในระบบของการรักษาสมดุลในการทรงตัวของร่างกาย
- เส้นประสาทสัมผัส ที่ส่งข้อมูลไปยังสมองให้รู้ว่าอยู่ท่าทาง หรือการเคลื่อนไหวใด
- ระบบประสาทรับการทรงตัว ที่อยู่ในหูชั้นใน ซึ่งจะประกอบไปด้วยอวัยวะที่คล้ายก้นหอย และของเหลวภายใน ทำให้เรียกโรคนี้ว่า น้ำในหูไม่เท่ากัน
สาเหตุที่ทำให้มีอาการบ้านหมุน ได้แก่:
- โรคของหูชั้นใน เช่น benign paroxysmal positional vertigo (BPPV), Ménière’s disease, vestibular neuritis, or labyrinthitis.


- การบาดเจ็บของหู หรือศีรษะ
- โรคไมเกรน
- การที่เลือกไปเลี้ยงฐานของสมองไม่เพียงพอ
- เนื้องอกภายในหู เช่น cholesteatoma
- เนื้องอกในสมอง หรือมะเร็งที่ลุกลามไปที่สมอง
แต่ถ้าเกิดมีอาการเวียนศีรษะ และหมดสติ หรือความรู้สึกตัวเปลี่ยนแปลงไป ต้องพบแพทย์ทันทีเพื่อตรวจดูสาเหตุผิดปกติในสมอง เช่น โรคหลอดเลือดสมอง
การดูแลเบื้องต้นเมื่อเกิดอาการ
หน้ามืด เป็นลม Lightheadedness ส่วนใหญ่อาการจะไม่รุนแรงและจะหายได้เอง แต่ถ้ามีอาการผิดปกติ คืออาการไม่ดีขึ้น มีการเต้นหัวใจผิดปกติ หรือหมดสติ ควรพบแพทย์ และที่สำคัญคือการป้องกันการหกล้ม
- ให้นอนราบหนึ่งถึงสองนาที เพื่อให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้ดีขึ้น หลังจากนั้นถ้าดีขึ้นแล้ว ให้ลุกขึ้นช้า ๆ หากไม่มีอาการค่อยลุกขึ้นช้า ๆ
- พักผ่อน บางครั้งจะมีอาการช่วงที่พักผ่อนไม่พอ หรือเป็นหวัด จึงควรพักผ่อนให้เพียงพอเพื่อป้องกันการเกิดอาการ
- ไม่ควรขับรถ หรือเครื่องจักร หรือกิจกรรมอื่นๆ  ที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ
- ไม่ควรใช้สารที่อาจจะมีผลต่อการไหลเวียนเลือดเช่น บุหรี่ กาแฟ เหล้า
- อย่าปล่อยให้ร่างกายขาดน้ำ ถ้ามีอาการท้องเสียหรืออาเจียน ควรดื่มน้ำเกลือแร่ทดแทนเพื่อป้องกันการขาดน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย
ถ้าคุณมีอาการบ้านหมุน vertigo:
- อย่านอนราบไปกับพื้น ให้นอนหนุนศีรษะให้สูงขึ้นเล็กน้อย จะช่วยลดอาการบ้านหมุนได้ดีกว่า
- เคลื่อนไหวให้ช้าลง เพื่อป้องกันการหกล้ม
หากมีอาการเหล่านี้ควรพบแพทย์ เพื่อตรวจเพิ่มเติม
- มีคลื่นไส้หรืออาเจียนอาการเป็นมากขึ้น
- มีภาวะขาดน้ำปานกลางหรือรุนแรง
- มีภาวะหมดสติ
- อาการไม่ดีขึ้นใน 1 สัปดาห์
- มีอาการบ่อย หรือรุนแรง
- คุณสามารถป้องกันอาการหน้ามืดเวียนหัวได้โดย
- เวลาลุกขึ้นจากท่านั่งหรือท่านอน ให้ช้าลง

- นั่งที่ขอบเตียงสักสองสามนาทีก่อนจะลุกขึ้น
- ออกกำลังกายเป็นประจำ
- พักผ่อนให้เพียงพอ
- เวลาเดินพยายามหลีกเลี่ยงการก้มมองเท้าตลอดเวลา
- เวลานั่งรถ พยายามนั่งหน้า และมองไปไกล ๆ โฟกัสที่จุดใดจุดหนึ่ง
- เวลารถจะเข้าโค้ง ให้มองไปไกล ๆ ไว้ล่วงหน้า
- เลี่ยงการอ่านหนังสือบนรถ
- หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องเงยหน้านาน ๆ
การใช้ยาเบื้องต้น ในผู้ป่วยที่มีอการเวียนหัว
1.Dramamine
เป็นยา ที่ลดอาการเวียนหัว มึนงง คลื่นไส้อาเจียน แก้เมารถ เมาเครื่องบิน แต่อาจทำให้ง่วงนอน
2.Flunarizine หรือ Cinnarizine
เป็นยาที่ใช้ทั้งในผู้ป่วยไมเกรน และในผู้ป่วยที่มีอาการเวียนหัว บ้านหมุน
3. vitamin B12
ในบางรายอาจมีการขาดวิตามิน B12 ทำให้มีอาการ
เพื่อนๆลองเอาวิธีที่ “Nurse อุ๊” แนะนำ ไปปฏิบัติดูนะคะ รับรองอาการเวียนหัว มึนงง บ้านหมุน จะไม่มากวนใจอย่างที่แล้วมาค่ะ




วันศุกร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2554

สิ่งเล็กๆที่เรียกว่าเนื้องอก..ที่สอนอะไรมากมาย



ผ่านมา 1 ปีแล้วซินะ ที่ร่างกายตัวเองคงยังไม่สมประกอบ 100% มีชาบ้าง ปวดบ้าง ตามประสา ณ.เวลานี้ที่พิมพ์ก็มีอาการชาๆที่ขาอยู่แต่มันก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรเท่ากับปี ที่แล้ว กาลเวลาผ่านไปรวดเร็วยังกับโกหก 

เมื่อวันนี้ปีนี้แล้ว ข้าพเจ้านั่งตรงนี้พิมพ์ความรู้สึกอะไรหลายๆอย่างลงในโน๊ตอันนี้ กับน้ำตาที่ไหลออกมายังกับเขื่อนแตก ทั้งโทษตัวเอง โทษดินฟ้าอากาศ โทษเทวดาฟ้าดิน พร้อมกับความรู้สึกที่ว่า "ทำไมต้องเป็นเรา" ที่สำคัญที่สุดก็คือความรู้สึก "กลัวตาย!" 

เนื้องอกชิ้นเล็กๆได้สอนอะไรข้าพเจ้ามากมาย สอนให้ข้าพเจ้ามองโลกไปอีกมุมนึง ถึงมันจะเป็นโลกที่ไม่น่าอยู่ แต่ข้าพเจ้าก็ยังอยากจะอยู่ ยังไม่อยากไปที่ชอบๆ :P

ตอนนี้ข้าพเจ้าได้พยายามได้เฝ้ามองจิตตัวเองอยู่เสมอๆ "สุขก็ให้รู้ว่าสุข ยิ้มกับความสุขที่เกิดขึ้นและให้นึกเสมอว่ามันคงจะไม่อยู่ตลอดไป และพอทุกข์ ก็ให้ยิ้มไปพร้อมกับน้ำตาเพราะวันนึงความทุกข์ก็จะผ่านไปเช่นกัน...ไม่มี อะไร"ตลอดไป"บนโลกใบนี้แน่ๆ

คุณอุ้ม ทักษอร คงคาประเสริฐ ได้รับการ ผ่าตัดเนื้องอกเยื้อหุ้มสมองและเยื่อหุ้มไขกระดูกสันหลัง บริเวณท้ายทอย ที่โรงพยาบาลสมิติเวช เมื่อเดือน กันยายน 2553 ที่ผ่านมา ปัจจุบันสุขภาพแข็งแรง ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขกับโลกในมุมมองใหม่ๆ 

ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และ ติดตาม diary ที่เธอเขียน บน โลก online ได้ ทั้ง แง่คิด และ มุมมองในการดำเนินชีวิตต่อ ได้ ที่ www.facebook.com/aum.kongkaprasert


สิ่งเล็กๆที่เรียกว่าเนื้องอก..ที่สอนอะไรมากมาย

วันพฤหัสบดีที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2554

โรคหอบหืด รักษาไม่หายแต่ควบคุมได้

















โรคหอบหืดรักษาไม่หายแต่ควบคุมได้นะคะ Nurse กะต๊อยมีบทความดี ๆ มีสาระมาฝากค่ะ
โรคหอบหืดนี้เรียกตามอาการของคนไข้โดยอาการหอบหืดเกิดจากการหดตัว
หรือตีบตันของช่องทางเดินหายใจส่วนหลอดลมทำให้อากาศเข้าสู่ปอดน้อยลงค่ะ
ปัจจัยที่ทำให้เกิดการตีบตันของหลอดลม คือ
1. การหดตัวของกล้ามเนื้อรอบๆ หลอดลม
2. การบวมอักเสบของเยื่อบุภายในหลอดลม
3. เสมหะจำนวนมากที่คั่งค้างอยู่ภายในหลอดลม

แนวทางรักษา
1. แนะนำให้ใช้การตรวจสอบสมรรถภาพของปอด เพื่อบ่งชี้ความรุนแรงของโรค
    และเพื่อติดตามวัดผลการรักษา

2. การใช้ยาเพื่อลดการอักเสบหรือป้องกันการอักเสบของเยื่อบุหลอดลมร่วมกับการใช้ยา
    เพื่อคลายกล้ามเนื้อรอบหลอดลมที่หดตัว

3. การควบคุมภาวะแวดล้อมต่างๆโดยเฉพาะในคนไข้ที่มีภาวะภูมิแพ้ร่วมด้วย
    รวมถึงการรักษาเฉพาะเจาะจงในภาวะภูมิแพ้

4. ต้องให้ความรู้คนไข้และครอบครัวเกี่ยวกับโรคหอบหืดและการปฏิบัติตน
    เช่น เลิกสูบบุหรี่ วิธีการออกกำลังกาย และวิธีใช้ยาที่ถูกต้อง

อ่านแล้วก็อย่าลืมโหวตให้คะแนนกะต๊อย หรือ เขียนแสดงความคิดเห็น ติชม Nurse กะต๊อย
ผ่านทาง คอมเม้นข้างล่างนี้ด้วยนะคะชอบหรือไม่ชอบยังไงฝากช่วยติชมด้วยนะคะ
รัก Nurse กะต๊อย เยอะ ๆนะคะขอบคุณค่ะ

โรงพยาบาลสมิติเวช

ไอเรื้อรังแก้ได้ โดยใช้ธาตุเหล็ก
























หลาย ๆ คนกำลังรำคาญเสียงไอ กับอาการไอ ของตัวเองหรือคนรอบข้างคุณอยู่หรือเปล่าคะ ?
ถ้าเผชิญกับความรำคาญนี้อยู่ มาอ่านบทความดี ๆ ของ Nurse กะต๊อย ได้เลยค่ะ

สำหรับใครที่มีอาการไออยู่ตอนนี้ นักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาลีเค้าบอกว่าคุณกำลังต้องการธาตุเหล็ก
จาก งานประชุมทางวิทยาศาสตร์ของวิทยาลัยการแพทย์ด้านทรวงอกในชิคาโกแนะว่าใครจะมีสุขภาพดี
หรือไม่ดีขึ้นอยู่กับปริมาณธาตุเหล็กและแนะว่าผู้ไม่สูบบุหรี่จะไอน้อยกว่า

ดร.Caterina Bucca จากมหาวิทยาลัย Turin กล่าวว่า จากการทดสอบหญิงที่มีอาการไอ
เรื้อรังและขาดธาตุเหล็กแสดงให้เห็นว่าการเสริม ธาตุเหล็กในอาหารช่วยขจัดอาการไอได้

ธาตุเหล็กช่วยควบคุมการผลิต โปรตีนในระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยควบคุมการติดเชื้อการขาดธาตุเหล็ก
ทำให้ระบบทางเดินหายใจส่วนบนติดเชื้อได้ง่ายจนอาจทำให้มี อาการเรื้อรัง

Bucca จึงเริ่มศึกษาความสัมพันธ์นี้ โดยขอร้องให้แพทย์ผู้รักษาตรวจอาการขาดธาตุเหล็กด้วย

Bucca กล่าวว่าผู้หญิงมีโอกาสไอเรื้อรังมากกว่าผู้ชายโดยสังเกตได้ว่าผู้หญิงไอบ่อยกว่าผู้ชาย
และการขาดธาตุเหล็กเกิดมากกับหญิง ตั้งครรภ์และหญิงมีประจำเดือน

นอกจากนั้นยังพบว่าการขาดธาตุเหล็กมีผลกระทบกับระบบภูมิคุ้มกันซึ่งบ่งบอกได้จากระดับธาตุเหล็ก
ต่ำเป็นที่มาของโรคโลหิตจาง

Bucca และคณะศึกษาในหญิง 16 คนที่มีอาการไอเรื้อรังแต่ปอดยังปกติไม่มีอาการของโรคasthma
หรือโรคระบบทางเดินหายใจ

ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าหญิงทั้งหมดที่ได้รับการทดสอบขาดธาตุเหล็กทั้งหมดมีอาการไอจนคอ
อักเสบ บวม แดง เส้นเสียงคนกลุ่มนี้ก็มีอาการบอบบาง ทำให้ไอง่าย โดยเฉพาะเวลาหลังจากหัวเราะแรง ๆ

Bucca แก้ปัญหาโดยให้อาหารเสริมธาตุเหล็กใช้เวลาประมาณ 2 เดือนเพื่อให้ระดับธาตุเหล็กในร่างกาย
เป็นปกติแล้งจึงตรวจอีกที

หลังจากให้อาหารเสริมธาตุเหล็กแล้วพบว่า การไอและการติดเชื้อในปากรวมถึง เส้นเสียง ดีขึ้นจนเกือบหาย
ก็คือสรุปได้ว่าการขาดธาตุเหล็กมีผลต่อการไอเรื้อรังนั่นเอง

อ่านแล้วก็อย่าลืมโหวตให้คะแนนกะต๊อย หรือ เขียนแสดงความคิดเห็น ติชม Nurse กะต๊อย
ผ่านทาง คอมเม้นข้างล่างนี้ด้วยนะคะชอบหรือไม่ชอบยังไงฝากช่วยติชมด้วยนะคะ
รัก Nurse กะต๊อย เยอะ ๆนะคะขอบคุณค่ะ

โรงพยาบาลสมิติเวช

รู้ทัน วัณโรค



วันนี้ Nurse กะต๊อย มีบทความดี ๆ มาฝากอีกแล้วค่ะ มารู้จักโรควัณโรคกันนะคะ
โรควัณโรค เป็นโรคที่ติตต่อได้ง่ายมากเลยค่ะ...
มาอ่านบทความดี ๆ ของ Nurse กะต๊อยกันนะคะ จะได้ห่างไกลจากวัณโรคค่ะ

วัณโรคในคนเกิดจากเชื้อมัยโคแบคทีเรีย ที่เข้าสู่ร่างกายผ่านทางเดินหายใจ
ในรูปละอองเสมหะ บุคคลที่มีโอกาสติดเชื้อง่ายได้แก่ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน, ติดเหล้า,
และภูมิคุ้มกันบกพร่องนอกจากการเกิดโรคที่ปอดแล้ว ยังสามารถกระจายไปก่อโรคยังอวัยวะต่างๆ
ได้ทั่วร่างกายเช่น ต่อมน้ำเหลือง, เยื่อหุ้มสมอง, กระดูก ฯลฯปัจจุบันคนไทยป่วยเป็นวัณโรค
รายใหม่ประมาณปีละ 5 หมื่นคน โดยที่ 1 ใน 20 จะเสียชีวิตจากโรคนี้
อาการและการวินิจฉัยวัณโรคปอด
อาการที่พบได้บ่อยคือ

          ไอเรื้อรังเกิน 3 สัปดาห์หรือไอเป็นเลือด สำหรับอาการที่พบร่วมได้แก่อ่อนเพลีย,
เบื่ออาหาร,น้ำหนักลด, มีไข้ หรือเจ็บหน้าอก ฯลฯการวินิจฉัยอาศัยประวัติ, การตรวจร่างกาย,
การถ่ายภาพรังสีทรวงอก, และการตรวจเสมหะหาเชื้อวัณโรคหรือการทดสอบปฏิกิริยาที่ผิวหนัง
ในเด็กการเก็บเสมหะจะให้เก็บทันทีตอนเช้าหลังตื่นนอนเป็นเวลา 3 วัน
การรักษาวัณโรค

          ในช่วง 2 เดือนแรก จะใช้ยาร่วมกัน 3-4 ชนิด หลังจากนั้นจึงลดยาเหลือ 2 ชนิด
เป็นเวลาต่อไปทั้งหมด รวม 6-9 เดือน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพของผู้ป่วยแต่ละราย ในบางกรณี
เช่นผู้ป่วยที่แพ้ยาหรือไม่ สามารถใช้ยาบางชนิดได้ทำให้การรักษาอาจจะต้องนานไปเป็น 12-18
เดือนนิยมให้ยารับประทานรวมกัน เวลาเดียวก่อนนอนภาย หลังให้การรักษา อาการต่างๆของผู้ป่วย
จะค่อยๆดีขึ้น ใน 2 สัปดาห์ และจะดีขึ้นจนเห็นได้ชัดเจน ใกล้เคียงปกติภายในระยะ2 เดือน
ยกเว้นผู้ป่วยที่เชื้อดื้อยา วัณโรคเป็นรุนแรง หรือเป็นโรคมานานและได้รับการรักษาช้า
ข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยวัณโรคปอด

1.รับประทานยาสม่ำเสมอและมาตรวจตามแพทย์นัดทุกครั้ง เพื่อให้ผลการรักษาหายขาดและ
ป้องกันเชื้อดื้อยา

2.ใช้ผ้าหรือกระดาษปิดจมูกและปากขณะไอหรือจาม

3.เสมหะใส่ขวดหรือกระป๋องที่มีฝาปิดมิดชิดแล้วเททิ้งให้เรียบร้อย

4.ไม่จำเป็นต้องแยกเรื่องการกินอยู่จากสมาชิกในครอบครัวเพียงแต่ใน 2 สัปดาห์แรกที่รักษา
พยายามหลีกเลี่ยงไม่คลุกคลีกับคนรอบข้างโดยเฉพาะเด็กและ คนชรา

5.แนะนำให้สมาชิกในครอบครัวและผู้ใกล้ชิดมารับการตรวจที่โรงพยาบาล เพื่อให้การป้องกันสำหรับ
ผู้ที่ติดเชื้อหรือให้การรักษาสำหรับผู้ที่เริ่มเป็นโรค

6.งดดื่มสุราเนื่องจากจะทำให้เกิดตับอักเสบจากยาที่ใช้รักษาได้ง่ายขึ้น

7.หลีกเลี่ยงการใช้ยาคุมกำเนิดชนิดรับประทาน เนื่องจากจะได้ผลไม่แน่นอนเมื่อใช้ร่วมกับยารักษา
วัณโรคบางชนิด

8.แจ้งให้แพทย์ทราบในกรณีจะต้องย้ายที่อยู่เพื่อทำการส่งไปรักษาต่อใกล้บ้าน
จะทำให้ได้รับการรักษาที่ต่อเนื่อง
อ่านแล้วก็อย่าลืมโหวตให้คะแนนกะต๊อย หรือเขียนแสดงความคิดเห็น ติชม Nurse กะต๊อย
ผ่านทาง คอมเม้นข้างล่างนี้ด้วยนะคะชอบหรือไม่ชอบยังไงฝากช่วยติชมด้วยนะคะ
รัก Nurse กะต๊อย เยอะๆ นะคะขอบคุณค่ะ